ทนายเมืองระยอง

ทนายเมืองระยอง งานทนายความ ให้คำปรึกษาด้านกฎกมาย ?

⚖️  #กู้เงิน แต่คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ลูกหนี้มีสิทธิหักเงินต้นได้หรือไม่?คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 (ประชุมใหญ่) วางหล...
29/08/2026

⚖️ #กู้เงิน แต่คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ลูกหนี้มีสิทธิหักเงินต้นได้หรือไม่?

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 (ประชุมใหญ่) วางหลักสำคัญเกี่ยวกับกรณีลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว

1️⃣ ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน 10,000 บาท โดยตกลงคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 10 ต่อเดือน

จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 9 เดือน รวม 9,000 บาท

ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินจำนวน 466,875 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยในส่วนหนึ่งของคดีจำเลยต่อสู้ว่า ดอกเบี้ยที่ชำระไปนั้นเป็น ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

2️⃣ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร?

ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า

การกำหนดดอกเบี้ย ร้อยละ 10 ต่อเดือน ซึ่งเท่ากับร้อยละ 120 ต่อปี เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยส่วนที่เกินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่สำคัญคือ เงินที่ลูกหนี้ชำระเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้ว ไม่ใช่เงินที่เจ้าหนี้จะเรียกคืนแยกต่างหากได้ แต่ต้องนำไปหักออกจากเงินต้น

ดังนั้น ในตัวอย่างนี้

เงินต้น 10,000 บาท
หักเงินที่ชำระเป็นดอกเบี้ยเกินอัตรา 9,000 บาท
เงินต้นคงเหลือ 1,000 บาท

หลักนี้เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับคดีเงินกู้ เพราะการคำนวณยอดหนี้อาจแตกต่างจากจำนวนที่เจ้าหนี้นำมาฟ้องอย่างมาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560

3️⃣ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้กล่าวถึงหลักตาม

* ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
* มาตรา 411
* มาตรา 654
* พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

โดยเฉพาะหลักสำคัญคือ หากมีการชำระดอกเบี้ยเกินอัตราแล้ว ต้องพิจารณาผลทางกฎหมายของเงินที่ชำระไป และนำมาคำนวณกับเงินต้นตามหลักที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560

🔎 ข้อคิดสำหรับคนที่ถูกฟ้องคดีเงินกู้

หากถูกเจ้าหนี้ฟ้องว่า ยังเป็นหนี้เงินต้นจำนวนมาก อย่าเพิ่งยอมรับยอดหนี้ตามที่เจ้าหนี้คำนวณมา

ควรตรวจสอบว่า

✅ ในสัญญากำหนดดอกเบี้ยไว้เท่าใด
✅ เคยชำระเงินให้เจ้าหนี้ไปแล้วจำนวนเท่าใด
✅ เงินที่ชำระไปถูกนำไปหักเป็นดอกเบี้ยหรือไม่
✅ ดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราหรือไม่
✅ มีหลักฐานการโอนเงินหรือหลักฐานการชำระหนี้หรือไม่

เพราะ ยอดเงินที่ลูกหนี้ชำระไปแล้วอาจมีผลต่อยอดเงินต้นที่เหลืออยู่

ฎีกานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการต่อสู้คดีเงินกู้ที่มีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

⚖️ “ดอกเบี้ยเกินอัตรา ชำระไปแล้ว ต้องนำมาหักเงินต้น”
หลักจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5376/2560 (ประชุมใหญ่)



ทนายเมืองระยอง
ปรึกษากฎหมาย แก้ไขปัญหา มุ่งมั่นเพื่อความยุติธรรม
📞 094-546-8156

#ทนายเมืองระยอง #กู้เงิน #สัญญากู้ยืมเงิน #ดอกเบี้ยเกินอัตรา #หนี้เงินกู้ #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกา5376/2560 #กฎหมาย #ทนายความ

⚖️ ฎีกาที่ 1943/2566 (ประชุมใหญ่)เริ่มต้นด้วยการทำร้ายถูกทำร้ายแต่พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้อง “ทำให้เสียทรัพย์” แล้วผู้เสียห...
23/08/2026

⚖️ ฎีกาที่ 1943/2566 (ประชุมใหญ่)

เริ่มต้นด้วยการทำร้ายถูกทำร้ายแต่พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้อง “ทำให้เสียทรัพย์” แล้วผู้เสียหายจะเรียกค่าซ่อมรถในคดีอาญาได้หรือไม่?



1️⃣ ข้อเท็จจริงของคดี

#คดีนี้เกิดเหตุขณะที่ โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ และจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนยิงในเหตุการณ์ดังกล่าว กระสุนปืนถูกโจทก์ร่วมจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องได้รับการรักษาพยาบาล และยังทำให้ รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย ด้วย

ต่อมา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีอาญาเกี่ยวกับ การพยายามฆ่าและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

ระหว่างพิจารณาคดี โจทก์ร่วมยื่นคำร้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้ง

* ค่ารักษาพยาบาล
* ค่าขาดประโยชน์ในการทำงาน
* ค่าเสียหายจากการสูญเสียอวัยวะและความพิการ
* ค่าเสียหายทางจิตใจ
* ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 15,000 บาท

รวมเป็นเงิน 694,250 บาท

ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า พนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหา #ทำให้เสียทรัพย์ ดังนั้น ผู้เสียหายจึงไม่ควรนำค่าซ่อมรถมารวมเรียกในคดีอาญา

#จึงเกิดเป็นปัญหาสำคัญว่า

#เมื่ออัยการไม่ได้ฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกค่าซ่อมรถตามมาตรา 44/1 ได้หรือไม่?



2️⃣ วิเคราะห์ข้อกฎหมาย

🔹 มาตรา 44/1 ป.วิ.อ.

กฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย ยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา เพื่อขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้

#จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าอัยการฟ้องข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์” หรือไม่

แต่ต้องพิจารณาว่า

#ความเสียหายที่ผู้เสียหายเรียกร้องนั้น เกิดจากการกระทำความผิดหรือเหตุการณ์เดียวกันกับที่จำเลยถูกฟ้องหรือไม่

คดีนี้ #ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้คือ การที่รถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายเกิดขึ้นจาก เหตุการณ์หรือกรรมเดียวกันกับการกระทำความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง

ดังนั้น #แม้อัยการจะไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์โดยตรง ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะหมดสิทธิเรียกค่าซ่อมรถ

🔹 มาตรา 46 ป.วิ.อ.

ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

ดังนั้น หากคำพิพากษาคดีอาญาฟังได้ว่า #การกระทำของจำเลยทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายต่อทรัพย์สินด้วย ความเสียหายนั้นย่อมนำมาพิจารณาประกอบการเรียกค่าสินไหมทดแทนได้

🔹 เจตนารมณ์ของมาตรา 44/1

มาตรา 44/1 มีขึ้นเพื่อ อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย

กล่าวง่าย ๆ คือ #ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปฟ้องคดีแพ่งอีกคดีหนึ่ง หากความเสียหายนั้นเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดในคดีอาญาที่กำลังพิจารณาอยู่



3️⃣ สรุปคำพิพากษาและข้อคิด

ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า

#โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เรียกค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 15,000 บาทได้ #แม้พนักงานอัยการจะไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาทำให้เสียทรัพย์

เพราะความเสียหายของรถจักรยานยนต์เกิดจาก เหตุการณ์หรือกรรมเดียวกันกับการกระทำความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง

#ดังนั้น ผู้เสียหายจึงสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนของทรัพย์สินที่เสียหายผ่านคดีอาญาได้

💡 ข้อคิดจากฎีกานี้

“อัยการไม่ได้ฟ้องข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายจะเรียกค่าซ่อมรถไม่ได้”

#สิ่งสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ความเสียหายเกิดจากการกระทำความผิดหรือเหตุการณ์เดียวกันกับคดีอาญา

หากเป็นเช่นนั้น ผู้เสียหายอาจใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ขอให้ศาลอาญาพิจารณาค่าสินไหมทดแทนไปพร้อมกับคดีอาญาได้

⚖️ ทนายเมืองระยองฝากไว้

“ #เมื่อถูกทำร้าย ไม่ได้เสียหายเฉพาะร่างกาย แต่ทรัพย์สินที่เสียหายจากเหตุการณ์เดียวกัน ก็อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้เช่นกัน”

📌 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1943/2566 (ประชุมใหญ่)
หลักสำคัญเกี่ยวกับ ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และมาตรา 46

 #คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2590/2561 #คุณคิดว่าศาลตัดสินถูกแล้วหรือไม่ ?“หย่าแล้ว ยังฟ้องชู้เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่?”  ⸻1. ข้...
17/07/2026

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2590/2561
#คุณคิดว่าศาลตัดสินถูกแล้วหรือไม่ ?

“หย่าแล้ว ยังฟ้องชู้เรียกค่าทดแทนได้หรือไม่?”



1. ข้อเท็จจริง

โจทก์และภริยาจดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน ต่อมาพฤติการณ์ของภริยาเปลี่ยนไป อ้างว่าจะไปค้างคืนที่โรงเรียน แต่โจทก์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง

โจทก์สืบหาข้อเท็จจริงจนพบว่า ภริยาเข้าพักโรงแรมกับจำเลยที่ 2 หลายครั้ง มีภาพถ่ายแสดงความสนิทสนม มีข้อมูลการจองโรงแรม ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ และพยานบุคคลหลายปาก รวมทั้งบิดาของภริยา ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของทั้งสอง

ต่อมาโจทก์และภริยาจดทะเบียนหย่ากัน แต่โจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง



2. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง กำหนดให้ ”สามีหรือภริยา มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่ล่วงเกินอีกฝ่ายในลักษณะชู้สาวได้“

หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษานี้ คือ

* สิทธิเรียกค่าทดแทนเกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่มีการล่วงเกินกัน ในขณะที่คู่สมรสยังมีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย
* แม้ภายหลังจะจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิเรียกค่าทดแทนที่เกิดขึ้นก่อนหย่าไม่ระงับไป
* การพิสูจน์ความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ไม่จำเป็นต้องมีพยานเห็นการร่วมประเวณีโดยตรง หากพยานแวดล้อม เช่น การเข้าพักโรงแรม ภาพถ่าย ข้อความแชต และพฤติการณ์อื่น ๆ มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลสามารถรับฟังได้



3. คำพิพากษาศาล

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยาของโจทก์ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย

#แม้ภายหลังโจทก์จะหย่ากับภริยาแล้ว ก็ไม่ทำให้สิทธิเรียกค่าทดแทนที่เกิดขึ้นก่อนการหย่าสิ้นสุดลง

จึงพิพากษา ยืน ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมวินิจฉัยเรื่องค่าธรรมเนียมศาลตามคำพิพากษา



💡 ข้อคิดทางกฎหมาย

“การหย่า ไม่ได้ลบล้างสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชู้ หากการล่วงเกินเกิดขึ้นในช่วงที่ยังเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และการพิสูจน์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการร่วมประเวณีโดยตรง หากพยานแวดล้อมมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลก็สามารถรับฟังและพิพากษาให้ชดใช้ค่าทดแทนได้”

 #คดีชาล็อตออสติน- ศาลแพ่งพิพากษาให้ธนาคารกสิกรไทยชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย แก่ “ชาล็อต ออสติน”  #หลังถูกม...
12/07/2026

#คดีชาล็อตออสติน
- ศาลแพ่งพิพากษาให้ธนาคารกสิกรไทยชดใช้ค่าเสียหาย 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย แก่ “ชาล็อต ออสติน” #หลังถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน 4 ล้านบาท โดยเห็นว่าการโอนเงิน 2 ครั้งหลังเป็นธุรกรรมผิดปกติ ธนาคารควรมีมาตรการตรวจจับ ขณะที่ผู้เสียหายก็มีส่วนประมาท จึงให้รับผิดฝ่ายละครึ่ง 11 กรกฎาคม 2569
- จากกรณีที่ ชาล็อต ออสติน รองชนะเลิศอันดับ 5 Miss Grand Thailand 2022 ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมบังคับให้เปิดวิดีโอคอลตลอด 24 ชั่วโมง ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ฉ้อโกง ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมให้จำเลยทั้ง 4 คน ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายนิติธร แก้วโต หรือ "ทนายเจมส์" เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ พ.3955/2568 ซึ่งบริษัท มิสชาล็อต จำกัด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องธนาคารกสิกรไทย ในข้อหาผิดสัญญาฝากทรัพย์ เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 4 ล้านบาท

#โจทก์อ้างว่า ได้โอนเงินให้มิจฉาชีพจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท โดยเห็นว่าเป็นธุรกรรมที่มีความผิดปกติและมีความเสี่ยงสูง แต่ธนาคารไม่มีมาตรการตรวจจับหรือแจ้งเตือน จนทำให้เกิดความเสียหาย

#ด้านธนาคารกสิกรไทยให้การต่อสู้ว่า ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำรายการตามปกติ และธนาคารมีระบบป้องกัน รวมถึงระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติอยู่แล้ว

#ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การโอนเงินครั้งแรกจำนวน 2 ล้านบาท เป็นธุรกรรมที่ธนาคารไม่อาจทราบล่วงหน้าได้ว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยง จึงไม่อาจถือว่าธนาคารมีความบกพร่อง

อย่างไรก็ตาม การโอนเงินครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน ถือเป็นธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ธนาคารควรมีมาตรการตรวจจับและเฝ้าระวัง

แต่ศาลเห็นว่า ผู้เสียหายก็มีส่วนประมาทที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย จึงให้ทั้งโจทก์และจำเลยรับผิดในสัดส่วนฝ่ายละครึ่ง

#ศาลจึงพิพากษาให้ธนาคารกสิกรไทยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น รวมทั้งให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท.

————————————-
#เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6233/2564

⚖️ ธนาคารต้องรับผิดหรือไม่? หากลูกค้าถูกหลอกกรอก OTP จนเงินหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6233/2564

📌 ตอนที่ 1 : ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้เสียหายได้รับ อีเมลปลอม (Phishing Email) ที่แอบอ้างเป็นธนาคาร ก่อนหลงเชื่อกรอก Username, Password และ OTP ลงในเว็บไซต์ปลอม ทำให้คนร้ายนำข้อมูลไปสมัคร Mobile Banking และโอนเงินออกจากบัญชี 12 ครั้ง ภายในเวลาเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง รวมความเสียหาย 1,099,999 บาท โดยธนาคารเพิ่งโทรแจ้งเตือนหลังเงินถูกโอนไปเกือบทั้งหมดแล้ว



⚖️ ตอนที่ 2 : ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ธนาคารเป็นผู้ประกอบวิชาชีพรับฝากเงิน จึงมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากระบบพบการโอนเงินที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น โอนหลายครั้งติดต่อกันในเวลากลางคืนไปยังบัญชีเดิม ธนาคารต้องมีมาตรการตรวจจับและระงับความเสียหาย ไม่ใช่อาศัยเพียงการส่ง OTP หรือ SMS แจ้งเตือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายก็มีส่วนประมาท เพราะใช้ Internet Banking มานาน ย่อมทราบคำเตือนเรื่อง Phishing แต่ยังกรอกข้อมูลสำคัญลงในเว็บไซต์ปลอม

ศาลจึงเห็นว่า ทั้งธนาคารและลูกค้าต่างมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายพอ ๆ กัน



✅ ตอนที่ 3 : บทเรียนจากคำพิพากษา

ศาลพิพากษาให้ธนาคารชดใช้ค่าเสียหาย 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า

* ธนาคารมีหน้าที่ต้องมีระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ และป้องกันความเสียหายอย่างเหมาะสม
* การส่ง OTP ไม่ใช่ข้ออ้างว่าธนาคารพ้นความรับผิดเสมอไป
* ผู้ใช้บริการก็ต้องไม่เปิดเผย Username, Password หรือ OTP ให้บุคคลอื่น เพราะหากประมาท ศาลอาจแบ่งความรับผิดได้

“เมื่อเกิดธุรกรรมผิดปกติ ธนาคารมีหน้าที่ป้องกัน ไม่ใช่เพียงปล่อยให้ระบบโอนเงินจนหมดบัญชี”

#ทนายเมืองระยอง #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกา6233_2564 #คดีหลอกโอนเงิน #กฎหมายน่ารู้ #สิทธิผู้บริโภค #ทนายวิชิตแสงอ่วม

จากข่าวแอร์โอสเตส“โดนหลอก” ให้ขนยาเสพติด ฎีกานี้เทียบเคียง หลัก Innocent Agent) ⚖️ คนสั่งผิด แต่คนทำไม่รู้ผิด…จะถือว่า “...
04/07/2026

จากข่าวแอร์โอสเตส“โดนหลอก” ให้ขนยาเสพติด ฎีกานี้เทียบเคียง หลัก Innocent Agent)

⚖️ คนสั่งผิด แต่คนทำไม่รู้ผิด…จะถือว่า “ร่วมกันลักทรัพย์” หรือไม่?

#คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2564 วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับ “ตัวการร่วม” และ “ตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent)”

@ชายคนหนึ่งสั่งให้คนขับรถแบ็กโฮเข้าไปขุดดิน แล้วนำดินไปถมในที่ดินของตนเอง แต่คนขับรถเข้าใจโดยสุจริตว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ว่าจ้าง เพราะชาวบ้านในพื้นที่ก็เข้าใจเช่นเดียวกัน ภายหลังจึงทราบว่าดินที่ขุดเป็นของผู้อื่น ทำให้พนักงานอัยการฟ้องว่าจำเลยร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจะเป็น “ตัวการร่วม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ผู้ร่วมกระทำต้อง รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด และมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด หากผู้ลงมือไม่รู้ว่ากำลังทำผิด เพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าทรัพย์เป็นของผู้ว่าจ้าง ย่อมไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิด จึงไม่อาจถือเป็นตัวการร่วมได้

#กรณีนี้ คนขับรถแบ็กโฮจึงเป็นเพียง “ตัวแทนโดยบริสุทธิ์ (Innocent Agent)” ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด ส่วนผู้สั่งการยังคงต้องรับผิดจากการกระทำของตนเอง แต่ไม่อาจลงโทษในฐานลักทรัพย์ร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปได้ เพราะโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าผู้ขับรถรู้ข้อเท็จจริงและมีเจตนาร่วมกระทำความผิด

📌 ข้อคิดทางกฎหมาย

#การเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าลงมือทำร่วมกัน แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่า “ร่วมรู้” และ “ร่วมเจตนา” หากผู้ลงมือถูกหลอกหรือเข้าใจผิดโดยสุจริต ก็ไม่ใช่ตัวการร่วม แต่เป็นเพียงผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด

#ทนายเมืองระยอง #คำพิพากษาศาลฎีกา #ฎีกา4423/2564 #กฎหมายอาญา #ตัวการร่วม #ความรู้กฎหมาย

 #คดีแรงงาน จ้าง Subcontractor มาทำงานแทน ใครคือ  #นายจ้าง⚖️ จ้างเหมาค่าแรง…แต่ศาลมองว่าเป็น “นายจ้าง” ต้องร่วมรับผิด!คำ...
28/06/2026

#คดีแรงงาน จ้าง Subcontractor มาทำงานแทน ใครคือ #นายจ้าง

⚖️ จ้างเหมาค่าแรง…แต่ศาลมองว่าเป็น “นายจ้าง” ต้องร่วมรับผิด!
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษที่ 1888/2567

📌 ข้อเท็จจริงของคดี

ลูกจ้างรายหนึ่งทำงานควบคุมงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน (Offshore) ให้กับบริษัท A ต่อเนื่องยาวนานกว่า 17 ปี แม้ในเอกสารจะระบุว่าลูกจ้างถูกจ้างผ่าน บริษัท B และต่อมาผ่าน บริษัท C ซึ่งเป็นผู้รับเหมาค่าแรง/ที่ปรึกษาทางเทคนิค แต่ในความเป็นจริง ลูกจ้างยังคงทำงานเดิม สถานที่เดิม และอยู่ภายใต้การสั่งการของบริษัท A มาโดยตลอด ต่อมาบริษัท B และบริษัท C แจ้งไม่ต่อสัญญาจ้าง ทำให้ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง และเกิดข้อพิพาทว่าบริษัท A ต้องรับผิดด้วยหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━

⚖️ วิเคราะห์ข้อกฎหมาย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ บริษัท A ซึ่งไม่ได้เซ็นสัญญาจ้างโดยตรง จะถือเป็น “นายจ้าง” หรือไม่?

ศาลวินิจฉัยโดยอาศัย มาตรา 11/1 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ว่า แม้จะมีบริษัทตัวกลางเป็นผู้จ้าง แต่หากงานที่ลูกจ้างทำเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลัก และผู้ประกอบกิจการเป็นผู้ควบคุมการทำงานจริง ผู้ประกอบกิจการย่อมถือเป็น “นายจ้าง” ตามกฎหมายด้วย

ศาลเห็นว่าในคดีนี้
✅ บริษัท A เป็นผู้ควบคุมการทำงานจริง
✅ งานของลูกจ้างเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจบริษัท A
✅ การเปลี่ยนจากบริษัท B เป็น C เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวกลาง ไม่ได้เปลี่ยนสภาพการจ้างงานจริง

#ดังนั้น อายุงานต้องนับต่อเนื่อง และบริษัท A ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้เพียงเพราะไม่ได้ลงชื่อในสัญญาจ้าง

━━━━━━━━━━━━━━

💡 ข้อคิดจากคดี #คดีนี้สอนให้เห็นว่า…

🔹 การใช้บริษัท Outsource ไม่ได้แปลว่าจะตัดความเป็นนายจ้างได้เสมอไป

🔹 ศาลพิจารณา “ข้อเท็จจริงของการทำงาน” มากกว่า “ชื่อในสัญญา”

🔹 หากเจ้าของกิจการเป็นผู้สั่งงาน ควบคุมงาน หรือเป็นต้นเหตุของการเลิกจ้าง อาจต้อง ร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง

📍สรุป : #อย่าคิดว่าใช้บริษัทตัวกลางแล้วจะพ้นความรับผิดเสมอ หากความสัมพันธ์แท้จริงเข้าลักษณะนายจ้าง ศาลอาจให้รับผิดร่วมได้

#ทนายเมืองระยอง #กฎหมายแรงงาน #จ้างเหมาค่าแรง #นายจ้างตามกฎหมาย

⚖️ ฎีกาที่ 8557/2568 #โอนเงินผิดบัญชี ฟ้องธนาคารเรียกเงินคืนได้หรือไม่?📌 ข้อเท็จจริงโจทก์ต้องการโอนเงินจำนวน 31,000 บาท ...
26/06/2026

⚖️ ฎีกาที่ 8557/2568
#โอนเงินผิดบัญชี ฟ้องธนาคารเรียกเงินคืนได้หรือไม่?

📌 ข้อเท็จจริง

โจทก์ต้องการโอนเงินจำนวน 31,000 บาท จากบัญชีของตนไปยังบัญชีของบุตรผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร แต่เกิดพิมพ์เลขบัญชีผิดไป 1 ตัว ทำให้เงินถูกโอนไปเข้าบัญชีของ นาย ซ. แทน

เมื่อทราบว่าโอนผิด โจทก์รีบเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนทันที และตำรวจได้ออกหมายอายัดบัญชีปลายทางไปยังธนาคาร

ธนาคารได้รับหมายและทำการ อายัดเงิน 31,000 บาทไว้เรียบร้อย โดยเงินดังกล่าวยังไม่ถูกถอนออกจากบัญชีของนาย ซ.

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า
ผู้โอนเงินผิด จะมีสิทธิฟ้องธนาคารให้คืนเงินได้หรือไม่?

━━━━━━━━━━━━━━

🏦 คำให้การของจำเลย (ธนาคาร)

ธนาคารต่อสู้ว่า

1️⃣ โจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องธนาคาร เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาฝากทรัพย์

2️⃣ เมื่อเงินเข้าบัญชีปลายทางแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายเกิดขึ้นระหว่าง ธนาคารกับเจ้าของบัญชี (นาย ซ.) ไม่ใช่กับโจทก์

3️⃣ หากโจทก์ต้องการเรียกเงินคืน ควรไปฟ้อง นาย ซ. เจ้าของบัญชีปลายทาง ไม่ใช่ฟ้องธนาคาร

ธนาคารจึงขอให้ศาล ยกฟ้อง

━━━━━━━━━━━━━━

👨🏻‍⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โดยหลักเงินที่ฝากเข้าธนาคารจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร แต่คดีนี้แตกต่างจากการฝากเงินทั่วไป เพราะ

✅ โจทก์ ไม่มีเจตนาโอนเงินให้นาย ซ. ตั้งแต่แรก
✅ การโอนครั้งนี้เกิดจาก ความผิดพลาด
✅ นาย ซ. จึง ไม่ใช่ผู้ฝากเงินที่แท้จริง

ที่สำคัญ เงินจำนวน 31,000 บาท

✔️ ยังอยู่ในบัญชี
✔️ ยังไม่ถูกถอน
✔️ ยังอยู่ใน ความครอบครองของธนาคาร

ศาลเห็นว่า ธนาคารในฐานะผู้ประกอบธุรกิจที่ประชาชนไว้วางใจ ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตและคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค ไม่ควรปล่อยให้ผู้เสียหายต้องติดตามเงินคืนเพียงฝ่ายเดียว

เมื่อธนาคารทราบว่าโอนผิดจริง เงินยังอยู่ และเจ้าของบัญชีปลายทางไม่ได้โต้แย้งสิทธิในเงินดังกล่าว

โจทก์จึงมีสิทธิใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1336 ติดตามเอาเงินคืนจากธนาคารได้

🔴 ศาลฎีกาพิพากษากลับ
ให้ธนาคารคืนเงิน 31,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

━━━━━━━━━━━━━━

💡 ข้อคิดจากคดี

“โอนเงินผิดบัญชี” ไม่ได้แปลว่าต้องไปฟ้องเจ้าของบัญชีปลายทางเสมอไป

หากพิสูจน์ได้ว่า
✔️ โอนผิดจริง
✔️ เงินยังอยู่ในระบบธนาคาร
✔️ ยังไม่ถูกถอนออก

ผู้โอนอาจมีสิทธิ ฟ้องธนาคารโดยตรงเพื่อเรียกเงินคืนได้ ⚖️

#ทนายวิชิต แสงอ่วม
#สำนักงานทนายเมืองระยอง

⚖️ ที่ดินไม่มีทางออก = ขอผ่านที่ใครก็ได้ จริงหรือ?คำตอบคือ ไม่เสมอไป #คดีนี้ โจทก์มีที่ดินที่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เ...
23/06/2026

⚖️ ที่ดินไม่มีทางออก = ขอผ่านที่ใครก็ได้ จริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่เสมอไป

#คดีนี้ โจทก์มีที่ดินที่ ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ เพราะเกิดจากการ แบ่งแยกที่ดินเดิม #โจทก์จึงฟ้องขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลย

แต่ปัญหาคือ ที่ดินที่ขอผ่านนั้น ไม่ได้เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากแปลงเดียวกับโจทก์

#ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
เมื่อที่ดินไม่มีทางออกเพราะ การแบ่งแยกที่ดิน ต้องใช้ ป.พ.พ. มาตรา 1350
หมายความว่า เจ้าของที่ดินจะเรียกร้องทางจำเป็นได้ เฉพาะบนที่ดินที่แบ่งแยกกันมาเท่านั้น จะเลือกขอผ่านที่ดินแปลงอื่น แม้สะดวกกว่า ไม่ได้ #แม้ภายหลังมีการรวมโฉนดกันแล้วก็ไม่ได้ทำให้สิทธิขยายไปถึงที่ดินอีกแปลง

📌 ข้อคิดจากคดี

“ที่ดินไม่มีทางออก”
ไม่ใช่ว่าจะขอผ่านที่ดินแปลงไหนก็ได้

#ต้องดูก่อนว่าไม่มีทางออกเพราะอะไร

หากเกิดจากการแบ่งแยกที่ดิน สิทธิเรียกทางจำเป็นจะถูกจำกัดตามกฎหมาย

#ทนายเมืองระยอง #ฎีกาศึกษา #ทางจำเป็น #กฎหมายที่ดิน #กฎหมายแพ่ง

#เบอร์โทรศัพท์ติดต่อทนายหรือแอดไลน์ 094 5468156

 #คำพิพากษาฎีกาที่ 5058/2568 #สินสมรสที่เคยเป็นของร่วมกัน… อาจกลายเป็นสินส่วนตัวได้หรือไม่?1) ข้อเท็จจริงของเรื่อง - สาม...
21/06/2026

#คำพิพากษาฎีกาที่ 5058/2568

#สินสมรสที่เคยเป็นของร่วมกัน… อาจกลายเป็นสินส่วนตัวได้หรือไม่?

1) ข้อเท็จจริงของเรื่อง

- สามีและภริยาจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และระหว่างชีวิตสมรสมีทรัพย์สินหลายรายการร่วมกัน โดยเฉพาะ ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ซึ่งเดิมถือเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส จึงมีสถานะเป็น สินสมรส

ที่น่าสนใจคือ เดิมที่ดินแปลงนี้ไม่ได้มีแค่สามีกับภริยาเป็นเจ้าของ แต่ยังมี บุตร 4 คน ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วย ต่อมาสามีภริยาและบุตรได้มีการจัดการแบ่งกรรมสิทธิ์กันใหม่ และมีการจดทะเบียนไว้ในโฉนดอย่างชัดเจนว่าแต่ละคนถือครองส่วนใด

ภายหลังสามีถึงแก่ความตาย ภริยาเห็นว่า ทรัพย์สินส่วนที่อยู่ในชื่อสามีควรถือเป็นสินสมรส จึงฟ้องผู้จัดการมรดก ขอแบ่งทรัพย์สินในส่วนของสามี โดยอ้างว่าตนในฐานะคู่สมรสยังมีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว

#คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า…

ทรัพย์ที่เคยเป็นสินสมรส แต่สามีภริยาเคยตกลงแบ่งกันไว้แล้ว ยังถือเป็นสินสมรสอยู่หรือไม่?



2) วิเคราะห์ข้อกฎหมาย

#ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 เรื่อง สัญญาระหว่างสามีภริยา

หลักกฎหมายทั่วไปคือ

* ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส = สินสมรส
* โดยปกติคู่สมรสมีสิทธิร่วมกันในทรัพย์ดังกล่าว

แต่กฎหมายก็เปิดช่องไว้ว่า สามีภริยาสามารถตกลงกันเกี่ยวกับทรัพย์สินได้ หากการตกลงนั้นมีความชัดเจนและไม่ขัดต่อกฎหมาย

ศาลพิจารณาจากหลักฐาน โดยเฉพาะ โฉนดที่ดินและเอกสารทางทะเบียน แล้วเห็นว่า สามีภริยาได้ตกลงกันอย่างชัดแจ้งแล้วว่า จะแบ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อย่างไร ใครถือส่วนใด

เมื่อมีข้อตกลงชัดเจนเช่นนี้ ผลทางกฎหมายคือ:

* ทรัพย์ที่เคยเป็น สินสมรส
* สามารถ แปรสภาพเป็นสินส่วนตัว ได้

#ดังนั้น ส่วนที่สามีถือกรรมสิทธิ์อยู่โดยเฉพาะ จึงไม่ใช่ทรัพย์ร่วมของสามีภริยาอีกต่อไป แต่กลายเป็น สินส่วนตัวของสามี

#นั่นหมายความว่า ภริยาไม่สามารถอ้างสิทธิในฐานะ “เจ้าของร่วมของสินสมรส” เพื่อขอแบ่งทรัพย์ส่วนนั้นได้อีก



3) สรุปคำพิพากษา

-ทรัพย์สินส่วนที่สามีถือกรรมสิทธิ์เฉพาะภายหลังการแบ่งทรัพย์อย่างชัดเจนแล้ว
ไม่ใช่สินสมรสอีกต่อไป แต่เป็น “สินส่วนตัวของผู้ตาย”

#ดังนั้น ภริยา ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์ในส่วนนั้น

ข้อคิดจากคดีนี้ คดีนี้สอนเรา 4 เรื่องสำคัญมาก

✅ สินสมรส ไม่ได้คงสภาพตลอดไป
✅ หากคู่สมรสตกลงแบ่งทรัพย์กันชัดเจน ทรัพย์อาจเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวได้
✅ เอกสารทางทะเบียน เช่น โฉนดที่ดิน มีน้ำหนักสูงมากในคดี
✅ เรื่องทรัพย์สินในครอบครัว ถ้าไม่ทำให้ชัด อาจกลายเป็นคดีมรดกใหญ่ในอนาคต

สรุปสั้นที่สุดของคดีนี้คือ

“เคยเป็นสินสมรส ไม่ได้แปลว่าต้องแบ่งครึ่งตลอดไป
หากมีข้อตกลงที่ชัดเจน ทรัพย์นั้นอาจกลายเป็นสินส่วนตัวได้”

#ทนายเมืองระยอง
โทรศัพท์ 094 5468156

⚖️ ฎีกาที่ 8905/2561 (ประชุมใหญ่) #แค่แจ้งความ ก็อาจเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้แล้ว1) ข้อเท็จจริงของคดี      คดีนี้เริ่มจากจำเลย...
15/06/2026

⚖️ ฎีกาที่ 8905/2561 (ประชุมใหญ่)
#แค่แจ้งความ ก็อาจเข้าข่ายโกงเจ้าหนี้แล้ว

1) ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เริ่มจากจำเลยเป็น ลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ของบริษัทผู้เสียหาย ต่อมาบริษัทตรวจพบว่า จำเลยนำเช็คของบริษัทไปขึ้นเงินเข้าบัญชีของตนเองรวม 149 ฉบับ เป็นเงินกว่า 93 ล้านบาท เมื่อบริษัททราบเรื่อง จึงไป แจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานยักยอก ต่อพนักงานสอบสวน แต่หลังจากถูกแจ้งความแล้ว จำเลยกลับรีบ โอนที่ดินของตนจำนวน 17 แปลงให้แก่บุตร บริษัทจึงเห็นว่า การโอนทรัพย์ดังกล่าวมีเจตนาเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้ได้ จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐาน โกงเจ้าหนี้

2) ข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย #ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ

❓ การที่เจ้าหนี้เพียง แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ถือว่าเป็นการที่เจ้าหนี้ “ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล” แล้วหรือไม่?

#เพราะความผิดฐาน โกงเจ้าหนี้ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350) ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

- ลูกหนี้มีหนี้จริง
- เจ้าหนี้ได้ใช้ หรือกำลังจะใช้สิทธิทางศาล
- ลูกหนี้รู้เรื่องดังกล่าว
- ลูกหนี้กลับโอนหรือซ่อนทรัพย์เพื่อหนีการชำระหนี้

#หากองค์ประกอบไม่ครบก็อาจไม่เป็นความผิดฐานนี้

3) คำพิพากษาศาลฎีกา #ศาลฎีกา (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า

📌 การที่เจ้าหนี้ แจ้งความคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนแล้ว
ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิแล้ว

#แม้เจ้าหนี้จะยังไม่ได้ฟ้องคดีแพ่ง ก็ตาม

#เหตุผลคือ การแจ้งความสามารถนำไปสู่

* การสอบสวน
* การฟ้องคดีอาญาโดยพนักงานอัยการ
* และการเรียกทรัพย์สินคืนในคดีอาญาได้

#ดังนั้น เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้บุตร ภายหลังจากถูกแจ้งความแล้ว ย่อมแสดงว่ารู้ว่าเจ้าหนี้กำลังดำเนินการทางกฎหมาย

⚖️ ศาลจึงพิพากษาว่า #การกระทำของจำเลย ครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

#สรุปสั้น ๆ แบบชาวบ้าน

“ถ้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าหนี้กำลังดำเนินคดี แล้วรีบโอนทรัพย์ให้ลูก เมีย หรือญาติ เพื่อกันทรัพย์ไว้”

🚨 อาจไม่รอด และเสี่ยงผิดฐาน โกงเจ้าหนี้

#ทนายเมืองระยอง #ฎีกาน่ารู้ #โกงเจ้าหนี้ #กฎหมายชาวบ้าน

ที่อยู่

999/68 หมู่ 1 บียอนบายสายลมเย็น ซอย 2 ถนนราชชุมพล ค. 2 เมืองระยอง
Rayong
21000

เบอร์โทรศัพท์

+66945468156

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายเมืองระยองผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายเมืองระยอง:

ทางลัด

แชร์