เอ้ สุชัชวีร์

เส้นทาง เว็บไซต์

เอ้ สุชัชวีร์ ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก เอ้ สุชัชวีร์, ผู้บริหารผู้ที่มีความสามารถ, Bangkok

29/10/2026

พาทุกท่านไปชม หลุมศพของกษัตริย์ ฟาโรห์แห่งอียิปต์ “Valley of the Kings” Ep.1
#อียิปต์ #ท่องเที่ยว #ต่างประเทศ #ฟาโรห์ #มัมมี่

“สิงคโปร์ต้องรอดในยุค AI” ทำได้อย่างไร? เรียนรู้ไว้ ประเทศไทยก็สู้ได้!5 บทเรียนจากสิงคโปร์ ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ เพื่...
29/10/2026

“สิงคโปร์ต้องรอดในยุค AI” ทำได้อย่างไร? เรียนรู้ไว้ ประเทศไทยก็สู้ได้!

5 บทเรียนจากสิงคโปร์ ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ เพื่อก้าวใหม่ให้ทันโลก

เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดว่าเราทำได้ดีพอแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันนี้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้กับคุณ Chng Kai Fong ปลัดกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ในหลักสูตร Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service

ท่านเล่าประสบการณ์การสร้าง Smart Nation หรือการพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตประชาชน

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่เป็นการที่ท่านกล้ายอมรับว่า สิงคโปร์เองก็มีปัญหา และประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ก็กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แล้วสิงคโปร์ทำอย่างไร เพื่อให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่รอดและแข่งขันได้ในยุค AI?

ผมสรุปมาเป็น 5 บทเรียนสำคัญ ที่อยากให้คนไทยได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

บทเรียนที่ 1 : วางรากฐานระยะยาว ไม่เปลี่ยนนโยบายไปมา

สิงคโปร์ไม่ได้เพิ่งมาสนใจเทคโนโลยีตอน AI ได้รับความนิยม

แต่เริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

ปี 1980 เริ่มแผนพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐ

ปี 1997 พัฒนา Singapore ONE เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับประเทศ

ปี 2003 เปิดตัว Singpass ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของประชาชน

ปี 2018 เปิดตัว PayNow ระบบโอนเงินที่สะดวกและรวดเร็ว

จนมาถึงยุค Smart Nation 2.0 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อพัฒนาประเทศ

จะเห็นว่าแต่ละเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เป็นการสร้างรากฐานต่อยอดกันมาเรื่อย ๆ

มีระบบยืนยันตัวตน จึงทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ

มีระบบจ่ายเงินที่สะดวก จึงช่วยให้ธุรกิจและประชาชนทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น

และเมื่อมีข้อมูลกับระบบที่เชื่อมโยงกัน ก็สามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น

บทเรียนสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาเทคโนโลยีต้องคิดยาว ไม่ใช่เปลี่ยนโครงการทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล

แต่การมีแผนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดติดกับระบบเดิมนะครับ

เพราะสิงคโปร์เองก็พบว่า ระบบคอมพิวเตอร์เก่าที่เคยเป็นความสำเร็จ วันนี้บางส่วนกลับเป็นภาระที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับปรุง

ดังนั้น ต้องมีทั้งความต่อเนื่องของเป้าหมาย และความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีการเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป


บทเรียนที่ 2 : ใช้ AI เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความทันสมัย

สิงคโปร์ไม่ได้มองว่า การมี AI เยอะ ๆ คือความสำเร็จ

แต่ถามว่า AI ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร?

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำ AI มาใช้ในศูนย์บริการประชาชน ServiceSG

เดิมเจ้าหน้าที่ต้องรับโทรศัพท์ ฟังปัญหา จดข้อมูล และเขียนสรุปรายงานหลังวางสาย

เมื่อใช้ AI ช่วยบันทึกและสรุปข้อมูล พบว่าสามารถลดเวลาทำเอกสารหลังรับสายได้ถึง 72%

ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95%

อีกเรื่องคือการใช้ AI ตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง

สิงคโปร์มีระบบที่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ต้องสงสัยได้ถึง 100,000 ที่อยู่เว็บไซต์ต่อวัน ใช้เวลาประเมินแต่ละแห่งภายใน 5 วินาที

โดยมีความแม่นยำในแง่สัดส่วนการแจ้งเตือนที่ถูกต้องประมาณ 90%

นี่คือการใช้ AI เพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ

ผมคิดถึงประเทศไทยทันทีครับ

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ปลอม และการหลอกโอนเงิน

ถ้าเรานำ AI มาใช้ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนประชาชนได้รวดเร็วขึ้น จะช่วยลดความเสียหายได้มากเพียงใด?

รวมถึงการใช้ AI ช่วยเรื่องน้ำท่วม การศึกษา และบริการสาธารณะอื่น ๆ

ประเทศไทยไม่ควรแข่งกันว่าหน่วยงานไหนมี AI มากกว่า แต่ควรแข่งกันว่าใครใช้ AI แก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่า


บทเรียนที่ 3 : วัดผลจริง และสร้างความเชื่อมั่น

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจครับ

สิงคโปร์ไม่ได้หยุดแค่การประกาศว่า เราเป็นประเทศดิจิทัล

แต่มีตัวเลขที่สะท้อนการใช้งานจริง

ระบบ Singpass รองรับการทำธุรกรรมมากกว่า 41 ล้านครั้งต่อเดือน

ธุรกรรมภาครัฐ 99% สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์

ระบบ AI ช่วยลดเวลาทำเอกสารของเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนถึง 72%

และ AI สามารถช่วยตรวจจับเว็บไซต์ต้องสงสัยได้วันละ 100,000 รายการ

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างจริงจัง

ในปี 2025 มีการบล็อกสายโทรศัพท์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงกว่า 260 ล้านสาย และสามารถกู้คืนเงินจากคดีหลอกลวงได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ตามข้อมูลที่นำเสนอ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นคนละมาตรการ แต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามใช้เทคโนโลยีทั้งเพื่อให้บริการและปกป้องประชาชน

ผมเชื่อว่าเรื่องความเชื่อมั่นสำคัญมาก

เพราะต่อให้ประเทศมีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่ประชาชนไม่กล้าใช้ เพราะกลัวข้อมูลรั่วไหล กลัวถูกโกง หรือไม่เชื่อมั่นในระบบ เทคโนโลยีเหล่านั้นก็สร้างประโยชน์ได้ไม่เต็มที่

รัฐบาลดิจิทัลที่ดี ต้องไม่ใช่แค่รวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัยและประชาชนไว้วางใจได้ด้วย


บทเรียนที่ 4 : กล้ารื้อระบบเก่า เพื่อสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่า

เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญกับระบบราชการไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

สิงคโปร์ยอมรับว่า การเป็นประเทศที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ก่อนใคร ทำให้วันนี้มีระบบเก่าจำนวนมาก

บางระบบใหญ่และซับซ้อนจนแก้ไขเพียงจุดเดียวอาจกระทบทั้งระบบ

ท่านเล่าว่า บางครั้งรัฐบาลต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนที่สร้างระบบไว้ในอดีต และมีค่าใช้จ่ายสูงในการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น สิงคโปร์จึงกำลังปรับระบบใหม่ ให้แต่ละส่วนสามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนทดแทนได้ โดยไม่ต้องรื้อทุกอย่าง

ตัวอย่างคือแอป Healthy365 ที่ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพ

เดิมระบบมีปัญหา รองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ยาก และพัฒนาความสามารถใหม่ได้ไม่สะดวก

รัฐบาลจึงใช้เวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งปรับปรุงระบบครั้งใหญ่

ผลคือ มีผู้ใช้งานประจำประมาณ 850,000 คนต่อเดือน และจำนวนเหตุขัดข้องของระบบลดลง 60% เมื่อเปรียบเทียบปี 2024 กับ 2023

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เปลี่ยนโปรแกรมใหม่อย่างเดียว

แต่เปลี่ยนวิธีบริหารโครงการด้วย

จากเดิมที่ต้องเขียนโครงการใหญ่ ขออนุมัติงบประมาณมหาศาล แล้วใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลงาน

มาเป็นการเริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ ทดลองให้ใช้จริง เรียนรู้จากปัญหา แล้วค่อยขยายผล

ผมว่าประเทศไทยควรเรียนรู้แนวคิดนี้อย่างจริงจัง

เพราะหลายครั้งเรามัวแต่ติดอยู่กับกฎระเบียบ ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง และระบบงานที่ทำต่อกันมานาน

จนลืมถามว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จริงหรือไม่?

การปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่แค่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่ต้องกล้าเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐบาลด้วย


บทเรียนที่ 5 : ลงทุนในคน ให้ข้าราชการทุกคนใช้ AI เป็น

สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2028 เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงข้าราชการทุกระดับ

ปัจจุบันตามข้อมูลที่นำเสนอ มีเจ้าหน้าที่กว่า 73,000 คนใช้ระบบ AI ชื่อ Pair Chat เป็นประจำทุกเดือน

มีการสร้างผู้ช่วย AI สำหรับงานเฉพาะด้านแล้วมากกว่า 7,700 ตัว

มีผู้ใช้งานระบบ GovTech Desk ประมาณ 9,000 คน

และจัดกิจกรรมฝึกใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาการทำงานจริง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,250 คน และพัฒนาต้นแบบระบบมากกว่า 120 ชิ้น

สิ่งที่ผมสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้สอนคนให้รู้จัก AI เพียงอย่างเดียว

แต่ให้เจ้าหน้าที่นำปัญหาจากงานประจำมาทดลองแก้ด้วย AI

เมื่อได้ผลจริง จึงนำไปขยายใช้ในหน่วยงานอื่น

ท่านยังเล่าว่า กำลังนำ ChatGPT มาเชื่อมโยงกับอีเมล ตารางประชุม และเอกสารที่ได้รับอนุญาต เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลและติดตามงาน

เหมือนมี “สมองที่สอง” ช่วยทำงาน

แต่ยังต้องมีคนรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจ

เรื่องนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า ประเทศไทยต้องลงทุนพัฒนาคนมากกว่าที่ผ่านมา

เพราะเราจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากคนของเราใช้ไม่เป็น หรือไม่กล้าเปลี่ยนวิธีทำงาน

และต้องเริ่มตั้งแต่ในโรงเรียนด้วย

เด็กไทยต้องไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องคิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และแก้ปัญหาเป็น

เพราะความสามารถเหล่านี้จะยิ่งสำคัญในโลกอนาคต

---

แล้วประเทศไทยจะสู้ในยุค AI ได้อย่างไร?

หลังจากฟังการบรรยาย ผมได้ข้อคิดสำคัญว่า

สิงคโปร์ไม่ได้พยายามเป็นประเทศที่สร้าง AI ที่เก่งที่สุดในโลก หรือแข่งขันสร้างระบบ AI ขนาดยักษ์กับสหรัฐอเมริกาและจีน

แต่เลือกสร้างความสามารถในการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งกับเศรษฐกิจ รัฐบาล ธุรกิจ และประชาชน

พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนกล้าใช้เทคโนโลยี

แนวคิด Smart Nation 2.0 จึงยึดหลักสำคัญสามเรื่อง คือ

หนึ่ง ใช้แล้วต้องเชื่อมั่นได้

สอง ใช้แล้วต้องเติบโตไปด้วยกัน

สาม ใช้แล้วต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ผมคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมากครับ

เรามีคนเก่ง มีมหาวิทยาลัยที่มีความสามารถ มีผู้ประกอบการที่พร้อมปรับตัว และมีระบบเทคโนโลยีบางอย่างที่ก้าวหน้าไม่น้อยหน้าใคร

แต่เราต้องทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้

ผมอยากเห็น AI ช่วยครูสอนหนังสือได้ดีขึ้น ช่วยเด็กที่เรียนไม่ทันให้มีโอกาสมากขึ้น

อยากเห็น AI ช่วยวิเคราะห์น้ำฝน ระดับน้ำ และการระบายน้ำ เพื่อให้เราเตือนประชาชนก่อนน้ำท่วมได้ทัน

อยากเห็น AI ช่วยป้องกันมิจฉาชีพ และทำให้การติดต่อราชการของประชาชนสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยขึ้น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยทำไม่ได้

แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน และมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ผมชอบที่สุดจากการบรรยายครั้งนี้ คือสิงคโปร์ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว จนไม่ต้องเรียนรู้จากใคร

แม้จะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาก แต่ก็ยังมองหาจุดอ่อนของตัวเอง และเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ

ผมจึงอยากฝากข้อคิดไว้ว่า

“ประเทศที่อยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เรียนรู้เร็วที่สุด ปรับตัวได้เร็วที่สุด และใช้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง”

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสู้ได้ครับ

แต่เราต้องไม่พอใจแค่ว่า “เราก็มี App เหมือนเขา”

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้อง “ก้าวใหม่” ไปด้วยกัน

เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของ AI ไม่ได้วัดจากความฉลาดของเครื่องจักร

แต่วัดจากคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น

พี่เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8)
Lee Kuan Yew School of Public Policy
ประเทศสิงคโปร์

#เอ้สุชัชวีร์ #สิงคโปร์ #รัฐบาลดิจิทัล #การศึกษาไทย #เทคโนโลยี

“สิงคโปร์ต้องรอดในยุค AI” ทำได้อย่างไร? เรียนรู้ไว้ ประเทศไทยก็สู้ได้!5 บทเรียนจากสิงคโปร์ ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ เพื่...
29/10/2026

“สิงคโปร์ต้องรอดในยุค AI” ทำได้อย่างไร? เรียนรู้ไว้ ประเทศไทยก็สู้ได้!

5 บทเรียนจากสิงคโปร์ ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ เพื่อก้าวใหม่ให้ทันโลก

เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดว่าเราทำได้ดีพอแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันนี้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้กับคุณ Chng Kai Fong ปลัดกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ในหลักสูตร Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service

ท่านเล่าประสบการณ์การสร้าง Smart Nation หรือการพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตประชาชน

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่เป็นการที่ท่านกล้ายอมรับว่า สิงคโปร์เองก็มีปัญหา และประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ก็กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แล้วสิงคโปร์ทำอย่างไร เพื่อให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่รอดและแข่งขันได้ในยุค AI?

ผมสรุปมาเป็น 5 บทเรียนสำคัญ ที่อยากให้คนไทยได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ

บทเรียนที่ 1 วางรากฐานระยะยาว ไม่เปลี่ยนนโยบายไปมา

สิงคโปร์ไม่ได้เพิ่งมาสนใจเทคโนโลยีตอน AI ได้รับความนิยม

แต่เริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

ปี 1980 เริ่มแผนพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐ

ปี 1997 พัฒนา Singapore ONE เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับประเทศ

ปี 2003 เปิดตัว Singpass ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของประชาชน

ปี 2018 เปิดตัว PayNow ระบบโอนเงินที่สะดวกและรวดเร็ว

จนมาถึงยุค Smart Nation 2.0 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อพัฒนาประเทศ

จะเห็นว่าแต่ละเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เป็นการสร้างรากฐานต่อยอดกันมาเรื่อย ๆ

มีระบบยืนยันตัวตน จึงทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ

มีระบบจ่ายเงินที่สะดวก จึงช่วยให้ธุรกิจและประชาชนทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น

และเมื่อมีข้อมูลกับระบบที่เชื่อมโยงกัน ก็สามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น

บทเรียนสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาเทคโนโลยีต้องคิดยาว ไม่ใช่เปลี่ยนโครงการทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล

แต่การมีแผนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดติดกับระบบเดิมนะครับ

เพราะสิงคโปร์เองก็พบว่า ระบบคอมพิวเตอร์เก่าที่เคยเป็นความสำเร็จ วันนี้บางส่วนกลับเป็นภาระที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับปรุง

ดังนั้น ต้องมีทั้งความต่อเนื่องของเป้าหมาย และความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีการเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

บทเรียนที่ 2 ใช้ AI เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความทันสมัย

สิงคโปร์ไม่ได้มองว่า การมี AI เยอะ ๆ คือความสำเร็จ

แต่ถามว่า AI ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร?

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำ AI มาใช้ในศูนย์บริการประชาชน ServiceSG

เดิมเจ้าหน้าที่ต้องรับโทรศัพท์ ฟังปัญหา จดข้อมูล และเขียนสรุปรายงานหลังวางสาย

เมื่อใช้ AI ช่วยบันทึกและสรุปข้อมูล พบว่าสามารถลดเวลาทำเอกสารหลังรับสายได้ถึง 72%

ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95%

อีกเรื่องคือการใช้ AI ตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง

สิงคโปร์มีระบบที่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ต้องสงสัยได้ถึง 100,000 ที่อยู่เว็บไซต์ต่อวัน ใช้เวลาประเมินแต่ละแห่งภายใน 5 วินาที

โดยมีความแม่นยำในแง่สัดส่วนการแจ้งเตือนที่ถูกต้องประมาณ 90%

นี่คือการใช้ AI เพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ

ผมคิดถึงประเทศไทยทันทีครับ

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ปลอม และการหลอกโอนเงิน

ถ้าเรานำ AI มาใช้ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนประชาชนได้รวดเร็วขึ้น จะช่วยลดความเสียหายได้มากเพียงใด?

รวมถึงการใช้ AI ช่วยเรื่องน้ำท่วม การศึกษา และบริการสาธารณะอื่น ๆ

ประเทศไทยไม่ควรแข่งกันว่าหน่วยงานไหนมี AI มากกว่า แต่ควรแข่งกันว่าใครใช้ AI แก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่า

บทเรียนที่ 3 วัดผลจริง และสร้างความเชื่อมั่น

นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจครับ

สิงคโปร์ไม่ได้หยุดแค่การประกาศว่า เราเป็นประเทศดิจิทัล

แต่มีตัวเลขที่สะท้อนการใช้งานจริง

ระบบ Singpass รองรับการทำธุรกรรมมากกว่า 41 ล้านครั้งต่อเดือน

ธุรกรรมภาครัฐ 99% สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์

ระบบ AI ช่วยลดเวลาทำเอกสารของเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนถึง 72%

และ AI สามารถช่วยตรวจจับเว็บไซต์ต้องสงสัยได้วันละ 100,000 รายการ

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างจริงจัง

ในปี 2025 มีการบล็อกสายโทรศัพท์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงกว่า 260 ล้านสาย และสามารถกู้คืนเงินจากคดีหลอกลวงได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ตามข้อมูลที่นำเสนอ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นคนละมาตรการ แต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามใช้เทคโนโลยีทั้งเพื่อให้บริการและปกป้องประชาชน

ผมเชื่อว่าเรื่องความเชื่อมั่นสำคัญมาก

เพราะต่อให้ประเทศมีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่ประชาชนไม่กล้าใช้ เพราะกลัวข้อมูลรั่วไหล กลัวถูกโกง หรือไม่เชื่อมั่นในระบบ เทคโนโลยีเหล่านั้นก็สร้างประโยชน์ได้ไม่เต็มที่

รัฐบาลดิจิทัลที่ดี ต้องไม่ใช่แค่รวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัยและประชาชนไว้วางใจได้ด้วย

บทเรียนที่ 4 กล้ารื้อระบบเก่า เพื่อสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่า

เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญกับระบบราชการไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

สิงคโปร์ยอมรับว่า การเป็นประเทศที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ก่อนใคร ทำให้วันนี้มีระบบเก่าจำนวนมาก

บางระบบใหญ่และซับซ้อนจนแก้ไขเพียงจุดเดียวอาจกระทบทั้งระบบ

ท่านเล่าว่า บางครั้งรัฐบาลต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนที่สร้างระบบไว้ในอดีต และมีค่าใช้จ่ายสูงในการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น สิงคโปร์จึงกำลังปรับระบบใหม่ ให้แต่ละส่วนสามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนทดแทนได้ โดยไม่ต้องรื้อทุกอย่าง

ตัวอย่างคือแอป Healthy365 ที่ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพ

เดิมระบบมีปัญหา รองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ยาก และพัฒนาความสามารถใหม่ได้ไม่สะดวก

รัฐบาลจึงใช้เวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งปรับปรุงระบบครั้งใหญ่

ผลคือ มีผู้ใช้งานประจำประมาณ 850,000 คนต่อเดือน และจำนวนเหตุขัดข้องของระบบลดลง 60% เมื่อเปรียบเทียบปี 2024 กับ 2023

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เปลี่ยนโปรแกรมใหม่อย่างเดียว

แต่เปลี่ยนวิธีบริหารโครงการด้วย

จากเดิมที่ต้องเขียนโครงการใหญ่ ขออนุมัติงบประมาณมหาศาล แล้วใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลงาน

มาเป็นการเริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ ทดลองให้ใช้จริง เรียนรู้จากปัญหา แล้วค่อยขยายผล

ผมว่าประเทศไทยควรเรียนรู้แนวคิดนี้อย่างจริงจัง

เพราะหลายครั้งเรามัวแต่ติดอยู่กับกฎระเบียบ ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง และระบบงานที่ทำต่อกันมานาน

จนลืมถามว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จริงหรือไม่?

การปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่แค่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่ต้องกล้าเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐบาลด้วย

บทเรียนที่ 5 ลงทุนในคน ให้ข้าราชการทุกคนใช้ AI เป็น

สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2028 เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงข้าราชการทุกระดับ

ปัจจุบันตามข้อมูลที่นำเสนอ มีเจ้าหน้าที่กว่า 73,000 คนใช้ระบบ AI ชื่อ Pair Chat เป็นประจำทุกเดือน

มีการสร้างผู้ช่วย AI สำหรับงานเฉพาะด้านแล้วมากกว่า 7,700 ตัว

มีผู้ใช้งานระบบ GovTech Desk ประมาณ 9,000 คน

และจัดกิจกรรมฝึกใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาการทำงานจริง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,250 คน และพัฒนาต้นแบบระบบมากกว่า 120 ชิ้น

สิ่งที่ผมสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้สอนคนให้รู้จัก AI เพียงอย่างเดียว

แต่ให้เจ้าหน้าที่นำปัญหาจากงานประจำมาทดลองแก้ด้วย AI

เมื่อได้ผลจริง จึงนำไปขยายใช้ในหน่วยงานอื่น

ท่านยังเล่าว่า กำลังนำ ChatGPT มาเชื่อมโยงกับอีเมล ตารางประชุม และเอกสารที่ได้รับอนุญาต เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลและติดตามงาน

เหมือนมี “สมองที่สอง” ช่วยทำงาน

แต่ยังต้องมีคนรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจ

เรื่องนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า ประเทศไทยต้องลงทุนพัฒนาคนมากกว่าที่ผ่านมา

เพราะเราจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากคนของเราใช้ไม่เป็น หรือไม่กล้าเปลี่ยนวิธีทำงาน

และต้องเริ่มตั้งแต่ในโรงเรียนด้วย

เด็กไทยต้องไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องคิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และแก้ปัญหาเป็น

เพราะความสามารถเหล่านี้จะยิ่งสำคัญในโลกอนาคต

---

แล้วประเทศไทยจะสู้ในยุค AI ได้อย่างไร?

หลังจากฟังการบรรยาย ผมได้ข้อคิดสำคัญว่า

สิงคโปร์ไม่ได้พยายามเป็นประเทศที่สร้าง AI ที่เก่งที่สุดในโลก หรือแข่งขันสร้างระบบ AI ขนาดยักษ์กับสหรัฐอเมริกาและจีน

แต่เลือกสร้างความสามารถในการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งกับเศรษฐกิจ รัฐบาล ธุรกิจ และประชาชน

พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนกล้าใช้เทคโนโลยี

แนวคิด Smart Nation 2.0 จึงยึดหลักสำคัญสามเรื่อง คือ

หนึ่ง ใช้แล้วต้องเชื่อมั่นได้

สอง ใช้แล้วต้องเติบโตไปด้วยกัน

สาม ใช้แล้วต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ผมคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมากครับ

เรามีคนเก่ง มีมหาวิทยาลัยที่มีความสามารถ มีผู้ประกอบการที่พร้อมปรับตัว และมีระบบเทคโนโลยีบางอย่างที่ก้าวหน้าไม่น้อยหน้าใคร

แต่เราต้องทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้

ผมอยากเห็น AI ช่วยครูสอนหนังสือได้ดีขึ้น ช่วยเด็กที่เรียนไม่ทันให้มีโอกาสมากขึ้น

อยากเห็น AI ช่วยวิเคราะห์น้ำฝน ระดับน้ำ และการระบายน้ำ เพื่อให้เราเตือนประชาชนก่อนน้ำท่วมได้ทัน

อยากเห็น AI ช่วยป้องกันมิจฉาชีพ และทำให้การติดต่อราชการของประชาชนสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยขึ้น

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยทำไม่ได้

แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน และมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ผมชอบที่สุดจากการบรรยายครั้งนี้ คือสิงคโปร์ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว จนไม่ต้องเรียนรู้จากใคร

แม้จะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาก แต่ก็ยังมองหาจุดอ่อนของตัวเอง และเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ

ผมจึงอยากฝากข้อคิดไว้ว่า

“ประเทศที่อยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เรียนรู้เร็วที่สุด ปรับตัวได้เร็วที่สุด และใช้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง”

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสู้ได้ครับ

แต่เราต้องไม่พอใจแค่ว่า “เราก็มี App เหมือนเขา”

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้อง “ก้าวใหม่” ไปด้วยกัน

เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของ AI ไม่ได้วัดจากความฉลาดของเครื่องจักร

แต่วัดจากคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น

พี่เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8)
Lee Kuan Yew School of Public Policy
ประเทศสิงคโปร์

#พี่เอ้สุชัชวีร์ #ก้าวใหม่ประเทศไทย #สิงคโปร์ #รัฐบาลดิจิทัล #การศึกษาไทย #เทคโนโลยีเพื่อประชาชน

เยี่ยม "เคหะชุมชนสิงคโปร์" คุณภาพชีวิตดีดี แม้เป็นผู้มีรายได้น้อยครับ
28/10/2026

เยี่ยม "เคหะชุมชนสิงคโปร์" คุณภาพชีวิตดีดี แม้เป็นผู้มีรายได้น้อยครับ

“ประเทศยุด AI จะก้าวใหม่ไม่ได้ หากประชาชนยังไม่ปลอดภัยจากสแกมเมอร์” บทเรียน Cybersecurity จากสิงคโปร์ ถึงอนาคตประเทศไทยป...
28/10/2026

“ประเทศยุด AI จะก้าวใหม่ไม่ได้ หากประชาชนยังไม่ปลอดภัยจากสแกมเมอร์” บทเรียน Cybersecurity จากสิงคโปร์ ถึงอนาคตประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ลงทุน Data Center และผลักดัน AI แต่เรากำลังสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนได้ทันกับเทคโนโลยีหรือไม่?

วันนี้ผมมีโอกาสเรียนรู้กับ ศาสตราจารย์ยาคอบ อิบราฮิม (Prof. Yaacob Ibrahim) อดีตรัฐมนตรีสิงคโปร์ ผู้มีประสบการณ์กำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในหลักสูตร Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8) ที่ Lee Kuan Yew School of Public Policy ประเทศสิงคโปร์

ที่น่าสนใจคือ ท่านเป็นวิศวกรโยธาเช่นเดียวกับผม ก่อนจะก้าวเข้าสู่งานบริหารประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสิงคโปร์สู่ "Smart Nation"

การบรรยายครั้งนี้ทำให้ผมเห็นชัดขึ้นว่า Cybersecurity ไม่ใช่แค่เรื่องคอมพิวเตอร์ถูกแฮก แต่คือเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ และอนาคตเศรษฐกิจไทย

ท่านมีประโยคที่ผมชอบมาก

“Digital Transformation and Safe Cyberspace are Two Sides of the Same Coin.”

การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกับการสร้างโลกไซเบอร์ที่ปลอดภัย เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

ผมขอสรุปบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยควรศึกษาไว้ 7 เรื่องครับ

1. ประเทศจะเป็น Smart Nation ไม่ได้ หากประชาชนยังกลัวมิจฉาชีพจากสแกมเมอร์

ทุกวันนี้คนไทยใช้มือถือโอนเงิน ซื้อสินค้าออนไลน์ ติดต่อราชการ และทำธุรกรรมแทบทุกอย่าง

แต่ขณะเดียวกัน เรากลับต้องคอยระวังโทรศัพท์หลอกลวง สแกมเมอร์ ลิงก์ปลอม บัญชีม้า และมิจฉาชีพที่ใช้ AI ปลอมเสียงหรือภาพบุคคล

สิงคโปร์จึงมองว่า ความปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่ภาระของฝ่ายไอที แต่เป็น "ภารกิจระดับชาติ"

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ "ScamShield" แอปที่ประชาชนใช้ตรวจสอบข้อความ เบอร์โทรศัพท์ และลิงก์ต้องสงสัย รายงานเหตุหลอกลวง และช่วยกรองสายหรือ SMS ที่อาจเป็นมิจฉาชีพ พร้อมสายด่วน 1799

ประเทศไทยก็มีเครื่องมือหลายอย่าง เช่น Cyber Check ของตำรวจไซเบอร์ และ AOC 1441

แต่ผมคิดว่าเราต้องก้าวไปอีกขั้น...

ประเทศไทยควรมี “ศูนย์ช่วยเหลือภัยไซเบอร์แบบ One-Stop Service” ที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และได้รับความช่วยเหลือครบวงจร

ไม่ใช่ถูกหลอกแล้วต้องโทรหาธนาคารแห่งหนึ่ง โทรหาตำรวจอีกแห่ง ติดต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์อีกที่ และต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผมอยากเห็นศูนย์เดียวที่สามารถ

• ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ ลิงก์ เว็บไซต์ และบัญชีธนาคารต้องสงสัย
• รับแจ้งเหตุผ่านหมายเลขเดียว แอปเดียว และเว็บไซต์เดียว
• ประสานธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมต้องสงสัยอย่างรวดเร็วตามกฎหมาย
• เชื่อมตำรวจไซเบอร์ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์
• ให้หมายเลขติดตามคดีและแจ้งความคืบหน้าแก่ผู้เสียหาย
• ช่วยประสานกระบวนการติดตามและคืนเงิน พร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้เสียหาย

“ถูกหลอกครั้งเดียว ประชาชนไม่ควรต้องวิ่งหาความช่วยเหลือสิบหน่วยงาน” น่าปวดหัว

เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างหน่วยงานใหม่เสมอไป แต่อาจยกระดับ AOC 1441 และระบบที่มีอยู่ให้เป็นบริการ One-Stop Service ที่เชื่อมต่อกันจริง

และต้องวัดความสำเร็จจากเวลาที่ใช้ระงับความเสียหาย จำนวนเงินที่ช่วยรักษาไว้ได้ และความพึงพอใจของประชาชน ไม่ใช่เพียงจำนวนสายโทรศัพท์ที่รับได้

2. บริษัทจดทะเบียนถูกกฎหมาย ก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงข้ามชาติ

ประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ คือ หากมีคนจดทะเบียนบริษัทในสิงคโปร์อย่างถูกต้อง แต่ใช้บริษัทนั้นหลอกลวงคนไทยหรือประชาชนประเทศอื่น รัฐบาลสิงคโปร์จะจัดการอย่างไร?

เพราะในโลกดิจิทัล บริษัทอาจจดทะเบียนในประเทศหนึ่ง เจ้าของตัวจริงอยู่อีกประเทศหนึ่ง บัญชีธนาคารอยู่คนละแห่ง และผู้เสียหายกระจายอยู่ทั่วโลก

สิงคโปร์จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ Beneficial Owner หรือ "เจ้าของผลประโยชน์" ที่แท้จริง การกำกับผู้ให้บริการจดทะเบียนบริษัท การตรวจสอบธุรกรรมธนาคาร และความร่วมมือกับตำรวจต่างประเทศ

ประเทศที่ต้องการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ต้องไม่เพียงปกป้องประชาชนของตนเอง แต่ต้องป้องกันไม่ให้ระบบธุรกิจและการเงินของประเทศถูกใช้เป็นฐานหลอกลวงประชาชนทั่วโลกด้วย

ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการติดตามเจ้าของที่แท้จริงของนิติบุคคล และการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้น

3. ปราบข่าวปลอมอย่างไร โดยไม่ทำลายเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น?

สิงคโปร์มีกฎหมายหลายฉบับเพื่อรับมือภัยออนไลน์ เช่น POFMA กฎหมายจัดการข้อมูลเท็จบนโลกออนไลน์ และ F**A กฎหมายป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ

แต่เรื่องที่ผมสนใจคือ ใครเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรจริง อะไรเท็จ?

โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลนั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาล การเมือง หรือความคิดเห็นที่แตกต่าง

ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่างการป้องกันข่าวปลอมกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนั้นบางมาก

กฎหมายจึงต้องมีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจ มีช่องทางอุทธรณ์ และเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาข้อพิพาทได้อย่างเป็นธรรม

เพราะความมั่นคงไซเบอร์ต้องสร้างความไว้วางใจ ไม่ใช่ทำให้ประชาชนหวาดกลัวการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

4. AI กำลังเปลี่ยนสงครามไซเบอร์ และประเทศไทยควรมีศูนย์วิจัย AI for Cybersecurity

เรื่องที่น่ากังวลคือ AI ไม่ได้ถูกใช้เฉพาะฝ่ายป้องกัน แต่ผู้โจมตีก็ใช้ AI เช่นกัน

AI สามารถถูกใช้สร้าง Deepfake ปลอมเสียงผู้บริหาร สร้างข้อความหลอกลวงจำนวนมาก หรือช่วยค้นหาช่องโหว่ในระบบคอมพิวเตอร์

ขณะเดียวกัน AI ยังช่วยตรวจจับภัยคุกคาม วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ และสนับสนุนการตอบสนองต่อการโจมตีได้รวดเร็วขึ้น

สิงคโปร์มี Centre for Advanced Technologies in Online Safety (CATOS) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรับมือภัยออนไลน์ รวมถึงการใช้ AI ตรวจจับเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ผมจึงอยากเสนอให้ประเทศไทยพัฒนา “ศูนย์วิจัย AI for Cybersecurity แห่งชาติ” หรือ National AI for Cybersecurity Research Center

เป็นศูนย์ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่คนไทยเป็นเจ้าขององค์ความรู้เอง

โดยเน้นภารกิจสำคัญ ได้แก่

AI Scam Detection — ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมหลอกลวง ตรวจจับบัญชีม้า ข้อความ และเว็บไซต์ต้องสงสัย

Deepfake Detection — พัฒนา AI ตรวจสอบภาพ เสียง และวิดีโอปลอม โดยเฉพาะภาษาไทย

AI Cyber Threat Intelligence — ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม เพื่อค้นหารูปแบบการโจมตีใหม่และแจ้งเตือนล่วงหน้า

AI Security Testing — ทดสอบความปลอดภัยของระบบ AI รวมถึงความเสี่ยงจาก Prompt Injection และการโจมตีโมเดล

Critical Infrastructure Security — วิจัยระบบตรวจจับความผิดปกติในโรงไฟฟ้า ประปา ระบบราง และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

ศูนย์วิจัยนี้ควรมีสนามทดสอบ หรือ Cybersecurity Testbed ให้มหาวิทยาลัยและบริษัทเทคโนโลยีไทยทดลองนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย โดยไม่กระทบระบบใช้งานจริง

และที่สำคัญ ต้องสร้างนักวิจัย วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง

“เราไม่ควรใช้ AI เพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจ แต่ต้องใช้ AI เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงของคนไทยด้วย”

5. ถ้าไฟฟ้า รถไฟ หรือระบบธนาคารถูกโจมตีพร้อมกัน ประเทศไทยจะรับมืออย่างไร?

นี่คือประเด็นที่ผมสนใจมากในฐานะวิศวกร

เพราะวันนี้โครงสร้างพื้นฐานแทบทุกชนิดเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็นระบบผลิตและจ่ายไฟฟ้า ระบบประปา รถไฟ โรงพยาบาล สนามบิน โทรคมนาคม หรือธนาคาร

หากระบบควบคุมสำคัญถูกโจมตี ผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ข้อมูลหาย แต่หมายถึงประชาชนไม่มีไฟฟ้าใช้ รถไฟหยุดวิ่ง หรือโรงพยาบาลไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ

ประเทศไทยมีกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และหน่วยงานกำกับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแล้ว

แต่คำถามคือ

หากเกิดการโจมตีหลายระบบพร้อมกัน เราสามารถตรวจพบ ประสานงาน และกู้คืนบริการได้เร็วเพียงใด?

ผมคิดว่าเราควรฝึกซ้อมวิกฤตไซเบอร์ระดับชาติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการโจมตีระบบควบคุมทางอุตสาหกรรม หรือ OT/SCADA

เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ป้องกันไม่ให้ถูกโจมตี

แต่ต้องทำให้ประเทศยังเดินต่อไปได้ แม้กำลังถูกโจมตีอยู่

6. สิงคโปร์เพิ่งประกาศ Cybersecurity Strategy 2026

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 สิงคโปร์เปิดตัวยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ฉบับใหม่

สิ่งที่น่าสนใจคือการให้ความสำคัญกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การสร้างความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ การพัฒนาความสามารถรับมือ AI และ Quantum Technology รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ

อีกประเด็นคือการพัฒนา National Cybersecurity Command Centre (NC3) เพื่อเชื่อมการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ข่าวกรอง และประสานตอบสนองภัยไซเบอร์ระดับชาติ

ประเทศไทยมีสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ สกมช. และ ThaiCERT อยู่แล้ว

แต่บทเรียนที่ควรศึกษาเพิ่มเติมคือการเชื่อมข้อมูลและการปฏิบัติการระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้มองเห็นภัยคุกคามในภาพรวมของประเทศและตอบสนองได้ทันท่วงที

ในยุค AI ความเร็วในการตรวจจับและตัดสินใจมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

7. โลกไซเบอร์ไม่มีพรมแดน แต่กฎหมายมีพรมแดน

หากประเทศไทยถูกโจมตีทางไซเบอร์จากเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้กระทำ?

และหากมีรัฐต่างชาติเกี่ยวข้อง เราจะตอบโต้อย่างไรภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ?

นี่คือเหตุผลที่องค์การสหประชาชาติต้องพยายามพัฒนากติกาและความร่วมมือด้าน Cybersecurity

เพราะประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถจัดการภัยไซเบอร์ข้ามชาติได้เพียงลำพัง

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือด้านไซเบอร์กับ ASEAN และประเทศต่าง ๆ จึงมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนด้านเทคโนโลยี

───

แล้วประเทศไทยควรทำอะไรต่อ?

หลังจากเรียนเรื่องนี้ ผมอยากเสนอแนวคิด “Thailand Cyber Safe Nation” ผ่าน 5 ภารกิจสำคัญ

หนึ่ง — One-Stop Cyber Help Center

ยกระดับระบบช่วยเหลือประชาชนให้มีช่องทางเดียว เชื่อมตำรวจ ธนาคาร โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อป้องกัน ระงับความเสียหาย และติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง

สอง — National AI for Cybersecurity Research Center

สร้างศูนย์วิจัยระดับชาติที่รวมมหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนา AI ตรวจจับมิจฉาชีพ Deepfake และภัยคุกคามไซเบอร์ พร้อมสร้างบุคลากรไทย

สาม — Critical Infrastructure Protection

ยกระดับการป้องกันและการฝึกซ้อมรับมือภัยไซเบอร์ของระบบไฟฟ้า ประปา การขนส่ง การเงิน และสาธารณสุข ให้สามารถให้บริการต่อเนื่องและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

สี่ — Integrated National Cyber Defence

เชื่อมข้อมูลภัยคุกคามและระบบประสานตอบสนองระดับชาติ โดยกำหนดหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน

ห้า — Cybersecurity Education for All

สร้างความรู้ด้านความปลอดภัยดิจิทัลตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ผู้สูงอายุ ผู้ประกอบการ SME ไปจนถึงผู้บริหารองค์กร

เพราะเทคโนโลยีป้องกันภัยที่ดีเพียงใด ก็ไม่อาจทดแทนประชาชนที่มีความรู้เท่าทันได้ทั้งหมด

ผมอยากทิ้งท้ายด้วยประโยคของ Prof. Ibrahim ที่ว่า

“Overall goal is to improve citizens’ quality of life.”

เป้าหมายสูงสุดของทั้งหมดนี้ คือการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

เพราะความสำเร็จของ Smart Nation ไม่ควรวัดเพียงจำนวน Data Center จำนวนระบบ AI หรือมูลค่าการลงทุนด้านเทคโนโลยี

แต่ต้องวัดด้วยว่า ประชาชนถูกหลอกลวงน้อยลงหรือไม่ ข้อมูลส่วนบุคคลปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหรือไม่ และเมื่อเกิดวิกฤต ระบบสำคัญของประเทศยังสามารถให้บริการประชาชนได้หรือไม่

“ประเทศดิจิทัลที่แท้จริง ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือประเทศที่ประชาชนใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

และผมเชื่อว่า ประเทศไทยมีทั้งคนเก่ง นักวิจัย วิศวกร และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพียงแต่เราต้องเชื่อมทุกฝ่ายให้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประเทศดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคน

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ผมได้รับจากสิงคโปร์
เราไม่ต้องเหมือน แต่นำไปพัฒนา เพื่อดูแลคนไทยให้ "ปลอดภัย" จากภัยสแกมเมอร์ใกล้ตัว เท่านี้สังคมไทยก็ปลอดภัยขึ้นเยอะครับ

เอ้ สุชัชวีร์
Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8)
Lee Kuan Yew School of Public Policy
ประเทศสิงคโปร์

#เอ้สุชัชวีร์

วิ่งไปแปบเดียว จัดไป "บักกุ๊ดเต๋" สิงคโปร์ 😆
27/10/2026

วิ่งไปแปบเดียว จัดไป "บักกุ๊ดเต๋" สิงคโปร์ 😆

ผู้นำสิงคโปร์ย้ำ GDP โตอย่างเดียวไม่พอ!!!“คนทำงานต้องโตไปด้วย” บทเรียนจากอดีตรัฐมนตรีแรงงานสิงคโปร์ ถึงอนาคตประเทศไทยเศร...
27/10/2026

ผู้นำสิงคโปร์ย้ำ GDP โตอย่างเดียวไม่พอ!!!
“คนทำงานต้องโตไปด้วย” บทเรียนจากอดีตรัฐมนตรีแรงงานสิงคโปร์ ถึงอนาคตประเทศไทย

เศรษฐกิจโต แต่ประชาชนยังจน ยังมีความเหลื่อมล้ำ ประเทศจะเรียกว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร?

วันนี้ผมได้เรียนรู้กับ นายลิม สวี เซย์ (Lim Swee Say) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ (Minister for Manpower) และอดีตเลขาธิการสภาสหภาพแรงงานแห่งชาติสิงคโปร์ (NTUC) ในหลักสูตร Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8) ที่ประเทศสิงคโปร์

ท่านเป็นคนที่มีประสบการณ์น่าสนใจมากครับ เริ่มต้นจากสายเทคโนโลยี ไปทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Economic Development Board: EDB) ก่อนเข้าสู่การเมือง และทำงานด้านแรงงานระดับประเทศ

การบรรยายวันนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมประเทศเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิงคโปร์ จึงสามารถพัฒนาเศรษฐกิจจนเป็นประเทศที่มีรายได้สูง และยังพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานไปพร้อมกัน

มีเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก คือ “วิสัยทัศน์ผู้นำ” อยากแชร์ให้ฟังครับ

1. “GDP สูง ไม่ได้แปลว่าประชาชนทุกคนมีชีวิตดี”

ท่านลิมเล่าประสบการณ์เมื่อปี 1996 ขณะนั้นสิงคโปร์มี GDP ต่อหัวประมาณ 24,000 ดอลลาร์

ท่านไปพูดคุยกับกลุ่มแรงงาน และมีคนถามขึ้นมาว่า

“Where is my $24,000?” — แล้วเงิน 24,000 ดอลลาร์ของผมอยู่ที่ไหน?

คำถามสั้น ๆ แต่ชัดเจน

เพราะ GDP ต่อหัวเป็นเพียง “ค่าเฉลี่ยทางเศรษฐกิจ” ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานทุกคนจะได้รับเงินจำนวนเท่ากัน

GDP เป็นมูลค่าการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ ไม่ใช่รายได้ที่ประชาชนได้รับโดยตรง และเมื่อหารด้วยจำนวนประชากร ก็ไม่ได้สะท้อนว่าความมั่งคั่งนั้นกระจายไปถึงใครบ้าง

ดังนั้น GDP สูง ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีชีวิตที่ดี

ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราพูดถึง GDP การลงทุนจากต่างประเทศ ตัวเลขส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ

แต่คำถามสำคัญกว่าคือ คนขายของ คนขับรถ พนักงานโรงงาน คนทำความสะอาด และคนทำงานทั่วไป มีชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่?

ผมคิดว่า ความสำเร็จของรัฐบาลต้องวัดจาก “ชีวิตจริงของประชาชน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานเศรษฐกิจ

2. สิงคโปร์สร้างระบบที่ทำให้ “ธุรกิจและแรงงาน” เติบโตไปด้วยกัน

หลังได้รับเอกราชในปี 1965 สิงคโปร์เผชิญปัญหาหนักมาก ทั้งการว่างงาน ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับแรงงาน และการขาดทรัพยากรธรรมชาติ

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายลี กวน ยู (Lee Kuan Yew) ตระหนักว่า หากประเทศต้องการสร้างงาน ก็ต้องทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

แต่การส่งเสริมธุรกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สิงคโปร์จึงพัฒนาระบบ Tripartism หรือ “ไตรภาคี” ซึ่งเป็นความร่วมมือสามฝ่าย ประกอบด้วย

- รัฐบาล (Government)
- นายจ้าง (Employers)
- สหภาพแรงงาน (Unions)

ทั้งสามฝ่ายต้องร่วมกันสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ พร้อมกับยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงาน

นี่คือหลักคิดที่ท่านลิมเน้นย้ำว่า

Pro-Business, Pro-Worker, Pro-Future

“สนับสนุนธุรกิจ สนับสนุนแรงงาน และสร้างอนาคต” ให้ประเทศ

ผมชอบแนวคิดนี้มาก เพราะไม่จำเป็นต้องมองว่านายจ้างกับลูกจ้างเป็นฝ่ายตรงข้ามกันเสมอไป

ธุรกิจต้องมีกำไรเพื่อเติบโต แต่แรงงานก็ต้องได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จนั้นด้วย

3. ไม่ใช่แค่ขึ้นค่าแรง แต่ต้องทำให้ “แรงงานมีมูลค่าสูงขึ้น”

สิงคโปร์มีนโยบายที่น่าสนใจเรียกว่า Progressive Wage Model (PWM) หรือ “ระบบค่าจ้างก้าวหน้า”

หลักการคือ ค่าจ้างต้องเพิ่มขึ้นควบคู่กับทักษะ ความรับผิดชอบ และผลิตภาพของแรงงาน

ยกตัวอย่าง คนทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย หรือพนักงานบริการ ไม่ควรติดอยู่กับค่าจ้างต่ำไปตลอดชีวิต

เมื่อได้รับการฝึกอบรม มีทักษะสูงขึ้น และรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้น ก็ต้องมีเส้นทางให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

จากข้อมูลที่ท่านนำเสนอ ระบบนี้ช่วยยกระดับแรงงานมากกว่า 155,000 คนใน 8 กลุ่มงาน และมีการกำหนดขั้นบันไดค่าจ้างล่วงหน้าหลายปี

ที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้ใช้เพียงมาตรการค่าจ้าง แต่ยังมี "มาตรการคุ้มครอง" และสนับสนุนแรงงานรายได้น้อย ควบคู่กับการ "ฝึกทักษะ" เพื่อเพิ่มผลิตภาพ

ผมคิดว่าไทยควรเรียนรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราไม่ควรแข่งขันกับโลกด้วยค่าแรงราคาถูกตลอดไป แต่ต้องทำให้ "แรงงานไทยมีทักษะสูงขึ้น" จนสามารถรับค่าจ้างที่สูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน

4. เมื่อเศรษฐกิจวิกฤต สิงคโปร์เลือกช่วยรักษา "การจ้างงาน"

ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008–2009 สิงคโปร์เผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง

แต่แทนที่จะปล่อยให้บริษัทเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก รัฐบาลพยายามลดต้นทุนให้ธุรกิจ รักษาสภาพคล่อง และสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงาน

มีการจัดสรรงบประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการฝึกทักษะและช่วยบริษัทดูแลพนักงานในช่วงที่งานลดลง

แนวคิดคือ

“ช่วงเศรษฐกิจขาลง ต้องเตรียมคนให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจขาขึ้น”

เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว บริษัทจะมีแรงงานที่พร้อมกลับมาผลิตได้ทันที

และ วิสัยทัศน์ของผู้นำสิงคโปร์ "ชัดเจน" คือ "การจ้างงาน" ใครจะมาทำอะไรที่สิงคโปร์ คนสิงคโปร์ต้องไปประโยชน์ ต้องมีการจ้างงานคนสิงคโปร์เพิ่มขึ้น

นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศไทย

เวลาธุรกิจประสบวิกฤต เราต้องไม่มองเพียงว่าจะช่วยบริษัทอย่างไร แต่ต้องถามด้วยว่าจะรักษาคนทำงานและความสามารถของประเทศไว้ได้อย่างไร

5. ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย "คนสูงอายุยังมีคุณค่า"

สิงคโปร์กำลังเผชิญสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว เหมือนไทย

แทนที่จะมองว่าคนอายุมากเป็นภาระ สิงคโปร์ออกแบบระบบ Re-employment หรือ "การจ้างงานต่อ" หลังวัยเกษียณ เพื่อให้คนที่ถึงวัยเกษียณยังสามารถทำงานต่อได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

มีเป้าหมายเพิ่มอายุเกษียณเป็น 65 ปี และอายุการจ้างงานต่อเป็น 70 ปี ภายในปี 2029

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ พนักงานที่มีประสบการณ์สูงอาจเปลี่ยนจากงานปฏิบัติการหนักมาเป็น "ผู้ฝึกสอน" หรือพี่เลี้ยงให้คนรุ่นใหม่

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญกับประเทศไทยมาก เพราะเรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่คนวัยทำงานมีจำนวนลดลง

คนอายุ 60 หรือ 65 ปีจำนวนมากยังแข็งแรง มีความรู้ และมีประสบการณ์ที่มีคุณค่า

เราควรสร้างระบบให้คนเหล่านี้ยังมีรายได้ มีศักดิ์ศรี และมีโอกาสทำประโยชน์ให้สังคมต่อไป

6. "AI ต้องทำให้คนเก่งขึ้น ไม่ใช่ทำให้คนตกงาน"

ช่วงท้ายของการบรรยาย ท่านลิมพูดถึงเรื่องที่ผมสนใจเป็นพิเศษ คืออนาคตของแรงงานในยุค Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์

ท่านตั้งคำถามที่สำคัญ...

หาก AI ทำให้บริษัทมีผลิตภาพสูงขึ้น กำไรเพิ่มขึ้น และ GDP ของประเทศเติบโต แต่ประชาชนจำนวนมากกลับตกงาน แบบนี้ถือว่าประสบความสำเร็จหรือไม่?

บางแนวคิดในโลกเทคโนโลยีเสนอว่า อนาคต AI อาจทำงานแทนมนุษย์จำนวนมาก และรัฐบาลอาจต้องจ่าย Universal Basic Income (UBI) หรือรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าให้ประชาชน

แต่สิงคโปร์ไม่ต้องการเดินไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตโดยไม่มีงานให้คนทำ หรือ Jobless Growth

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) จึงให้ความสำคัญกับการนำ AI มาเพิ่มความสามารถของแรงงาน มากกว่าการใช้ AI เพื่อลดจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว

ท่านลิมอธิบายการใช้ AI เป็น 3 ระดับที่ผมชอบมากครับ

Level 1: AI Helps Me Work Faster

AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มผลิตภาพ

Level 2: AI Helps Me Work Better

AI ช่วยให้ทำงานมีคุณภาพขึ้น ตัดสินใจดีขึ้น ลดความผิดพลาด

Level 3: AI Helps Me Grow

AI ช่วยให้คนทำงานมีทักษะสูงขึ้น มีอาชีพที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น

ผมคิดว่าระดับที่ 3 สำคัญที่สุด

เพราะเป้าหมายของการนำ AI มาใช้ ไม่ควรจบแค่บริษัทลดต้นทุนได้เท่าไร แต่ต้องตอบให้ได้ว่า คนทำงานมีชีวิตดีขึ้นอย่างไร

ท่านยังพูดถึงความเสี่ยงที่ AI อาจทำให้งานระดับเริ่มต้นหายไป จนคนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสสะสมประสบการณ์เพื่อเติบโตเป็นผู้บริหารในอนาคต

นี่คือปัญหาที่เราต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้

7. "ทักษะมนุษย์" จะยิ่งสำคัญในโลกที่ AI เก่งขึ้น

อีกสไลด์หนึ่งที่ผมประทับใจ คือ 5 ทักษะสำคัญในยุค AI

1. Judgment — วิจารณญาณในการตัดสินใจ
2. Critical Thinking — การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
3. Creativity — ความคิดสร้างสรรค์
4. Adaptability — ความสามารถในการปรับตัว
5. People Skills — ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น

สังเกตไหมครับว่า ทั้ง 5 ทักษะไม่ได้เน้นการใช้โปรแกรมหรือเขียนโค้ด แต่เน้นความสามารถของมนุษย์

ยิ่ง AI เก่งขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องเก่งในสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

นี่เป็นเหตุผลที่ผมผลักดันแนวคิด AI4K12 มาโดยตลอด เพราะเด็กไทยต้องเรียนรู้ทั้งการใช้ AI และการคิดอย่างเป็นอิสระตั้งแต่ระดับโรงเรียน

เราไม่ควรสร้างเด็กที่เก่งเพียงการจำคำตอบ แต่ต้องสร้างเด็กที่รู้จักตั้งคำถาม คิดเป็น ตัดสินใจเป็น และใช้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้สังคม

8. บทเรียนถึงประเทศไทย: เศรษฐกิจต้องโต และคนไทยต้องโตไปด้วย

หลังฟังการบรรยายครั้งนี้ ผมกลับมาคิดถึงประเทศไทยหลายเรื่องครับ

เราอยากเห็น GDP โต 5% อยากดึงดูดการลงทุน อยากสร้าง Data Center อยากเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค

ทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ผมอยากถามว่า เมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน มาสร้าง Data Center คนไทยจะได้อะไร?

แรงงานไทยจะมีทักษะสูงขึ้นหรือไม่?

บริษัทไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่?

คนรุ่นใหม่จะมีงานที่ดีและรายได้สูงขึ้นหรือไม่?

และคนรายได้น้อยจะได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นหรือไม่?

ผมคิดว่าไทยต้องมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาล ภาคธุรกิจ และแรงงานอย่างจริงจัง

รัฐบาลต้องสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ ธุรกิจต้องลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนาคน ส่วนแรงงานต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต

ที่สำคัญ เราต้องวัดความสำเร็จจาก รายได้จริงของประชาชนหลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อ ไม่ใช่ดูเพียงค่าเฉลี่ยของประเทศ

เพราะเศรษฐกิจที่ดีต้องเป็นเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ผมได้ข้อคิดสำคัญจากท่านลิม สวี เซย์ ว่า

“Workers Must Share in Growth” — คนทำงานต้องได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโต

และในยุค AI ผมอยากเพิ่มเติมอีกประโยคหนึ่งว่า

“Technology Must Empower People, Not Replace Their Future.”

เทคโนโลยีต้องเพิ่มพลังให้มนุษย์ ไม่ใช่พรากอนาคตของมนุษย์ไป

สุดท้าย ประเทศไทยไม่ควรตั้งเป้าเพียงเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น แต่ต้องเป็นประเทศที่คนไทยทุกคนมีโอกาสสร้างชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

ธุรกิจต้องแข็งแรง แรงงานต้องก้าวหน้า และประเทศไทยต้องมีอนาคต

นี่คือการเติบโตที่ "คนไทยทุกคน" อยากได้ จริงไหมครับ

เอ้ สุชัชวีร์
Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8)
Lee Kuan Yew School of Public Policy
ประเทศสิงคโปร์

#เอ้สุชัชวีร์ #บทเรียนจากสิงคโปร์ ้องโตด้วย #เศรษฐกิจไทย #แรงงานไทย #ค่าจ้างก้าวหน้า ื่อคนไทย #พัฒนาคนพัฒนาชาติ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ เอ้ สุชัชวีร์ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์