29/10/2026
“สิงคโปร์ต้องรอดในยุค AI” ทำได้อย่างไร? เรียนรู้ไว้ ประเทศไทยก็สู้ได้!
5 บทเรียนจากสิงคโปร์ ที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ เพื่อก้าวใหม่ให้ทันโลก
เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิดว่าเราทำได้ดีพอแล้ว อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วันนี้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้กับคุณ Chng Kai Fong ปลัดกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ในหลักสูตร Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service
ท่านเล่าประสบการณ์การสร้าง Smart Nation หรือการพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตประชาชน
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมาก ไม่ใช่แค่ความสำเร็จของสิงคโปร์ แต่เป็นการที่ท่านกล้ายอมรับว่า สิงคโปร์เองก็มีปัญหา และประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ก็กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
แล้วสิงคโปร์ทำอย่างไร เพื่อให้ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่รอดและแข่งขันได้ในยุค AI?
ผมสรุปมาเป็น 5 บทเรียนสำคัญ ที่อยากให้คนไทยได้เรียนรู้ไปด้วยกันครับ
บทเรียนที่ 1 : วางรากฐานระยะยาว ไม่เปลี่ยนนโยบายไปมา
สิงคโปร์ไม่ได้เพิ่งมาสนใจเทคโนโลยีตอน AI ได้รับความนิยม
แต่เริ่มวางรากฐานมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน
ปี 1980 เริ่มแผนพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐ
ปี 1997 พัฒนา Singapore ONE เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับประเทศ
ปี 2003 เปิดตัว Singpass ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของประชาชน
ปี 2018 เปิดตัว PayNow ระบบโอนเงินที่สะดวกและรวดเร็ว
จนมาถึงยุค Smart Nation 2.0 ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อพัฒนาประเทศ
จะเห็นว่าแต่ละเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เป็นการสร้างรากฐานต่อยอดกันมาเรื่อย ๆ
มีระบบยืนยันตัวตน จึงทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ
มีระบบจ่ายเงินที่สะดวก จึงช่วยให้ธุรกิจและประชาชนทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น
และเมื่อมีข้อมูลกับระบบที่เชื่อมโยงกัน ก็สามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น
บทเรียนสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาเทคโนโลยีต้องคิดยาว ไม่ใช่เปลี่ยนโครงการทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล
แต่การมีแผนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดติดกับระบบเดิมนะครับ
เพราะสิงคโปร์เองก็พบว่า ระบบคอมพิวเตอร์เก่าที่เคยเป็นความสำเร็จ วันนี้บางส่วนกลับเป็นภาระที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับปรุง
ดังนั้น ต้องมีทั้งความต่อเนื่องของเป้าหมาย และความกล้าที่จะเปลี่ยนวิธีการเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป
บทเรียนที่ 2 : ใช้ AI เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อความทันสมัย
สิงคโปร์ไม่ได้มองว่า การมี AI เยอะ ๆ คือความสำเร็จ
แต่ถามว่า AI ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร?
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำ AI มาใช้ในศูนย์บริการประชาชน ServiceSG
เดิมเจ้าหน้าที่ต้องรับโทรศัพท์ ฟังปัญหา จดข้อมูล และเขียนสรุปรายงานหลังวางสาย
เมื่อใช้ AI ช่วยบันทึกและสรุปข้อมูล พบว่าสามารถลดเวลาทำเอกสารหลังรับสายได้ถึง 72%
ขณะที่ความพึงพอใจของประชาชนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95%
อีกเรื่องคือการใช้ AI ตรวจจับเว็บไซต์หลอกลวง
สิงคโปร์มีระบบที่สามารถตรวจสอบเว็บไซต์ต้องสงสัยได้ถึง 100,000 ที่อยู่เว็บไซต์ต่อวัน ใช้เวลาประเมินแต่ละแห่งภายใน 5 วินาที
โดยมีความแม่นยำในแง่สัดส่วนการแจ้งเตือนที่ถูกต้องประมาณ 90%
นี่คือการใช้ AI เพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพ
ผมคิดถึงประเทศไทยทันทีครับ
ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บไซต์ปลอม และการหลอกโอนเงิน
ถ้าเรานำ AI มาใช้ตรวจจับความผิดปกติและแจ้งเตือนประชาชนได้รวดเร็วขึ้น จะช่วยลดความเสียหายได้มากเพียงใด?
รวมถึงการใช้ AI ช่วยเรื่องน้ำท่วม การศึกษา และบริการสาธารณะอื่น ๆ
ประเทศไทยไม่ควรแข่งกันว่าหน่วยงานไหนมี AI มากกว่า แต่ควรแข่งกันว่าใครใช้ AI แก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่า
บทเรียนที่ 3 : วัดผลจริง และสร้างความเชื่อมั่น
นี่เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจครับ
สิงคโปร์ไม่ได้หยุดแค่การประกาศว่า เราเป็นประเทศดิจิทัล
แต่มีตัวเลขที่สะท้อนการใช้งานจริง
ระบบ Singpass รองรับการทำธุรกรรมมากกว่า 41 ล้านครั้งต่อเดือน
ธุรกรรมภาครัฐ 99% สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์
ระบบ AI ช่วยลดเวลาทำเอกสารของเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชนถึง 72%
และ AI สามารถช่วยตรวจจับเว็บไซต์ต้องสงสัยได้วันละ 100,000 รายการ
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางดิจิทัลอย่างจริงจัง
ในปี 2025 มีการบล็อกสายโทรศัพท์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงกว่า 260 ล้านสาย และสามารถกู้คืนเงินจากคดีหลอกลวงได้ประมาณ 140 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ตามข้อมูลที่นำเสนอ
ตัวเลขเหล่านี้เป็นคนละมาตรการ แต่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามใช้เทคโนโลยีทั้งเพื่อให้บริการและปกป้องประชาชน
ผมเชื่อว่าเรื่องความเชื่อมั่นสำคัญมาก
เพราะต่อให้ประเทศมีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่ประชาชนไม่กล้าใช้ เพราะกลัวข้อมูลรั่วไหล กลัวถูกโกง หรือไม่เชื่อมั่นในระบบ เทคโนโลยีเหล่านั้นก็สร้างประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
รัฐบาลดิจิทัลที่ดี ต้องไม่ใช่แค่รวดเร็ว แต่ต้องปลอดภัยและประชาชนไว้วางใจได้ด้วย
บทเรียนที่ 4 : กล้ารื้อระบบเก่า เพื่อสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่า
เรื่องนี้ผมคิดว่าสำคัญกับระบบราชการไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
สิงคโปร์ยอมรับว่า การเป็นประเทศที่เริ่มใช้คอมพิวเตอร์ก่อนใคร ทำให้วันนี้มีระบบเก่าจำนวนมาก
บางระบบใหญ่และซับซ้อนจนแก้ไขเพียงจุดเดียวอาจกระทบทั้งระบบ
ท่านเล่าว่า บางครั้งรัฐบาลต้องพึ่งพาบริษัทเอกชนที่สร้างระบบไว้ในอดีต และมีค่าใช้จ่ายสูงในการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น สิงคโปร์จึงกำลังปรับระบบใหม่ ให้แต่ละส่วนสามารถแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนทดแทนได้ โดยไม่ต้องรื้อทุกอย่าง
ตัวอย่างคือแอป Healthy365 ที่ช่วยส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพ
เดิมระบบมีปัญหา รองรับผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้ยาก และพัฒนาความสามารถใหม่ได้ไม่สะดวก
รัฐบาลจึงใช้เวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งปรับปรุงระบบครั้งใหญ่
ผลคือ มีผู้ใช้งานประจำประมาณ 850,000 คนต่อเดือน และจำนวนเหตุขัดข้องของระบบลดลง 60% เมื่อเปรียบเทียบปี 2024 กับ 2023
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เปลี่ยนโปรแกรมใหม่อย่างเดียว
แต่เปลี่ยนวิธีบริหารโครงการด้วย
จากเดิมที่ต้องเขียนโครงการใหญ่ ขออนุมัติงบประมาณมหาศาล แล้วใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลงาน
มาเป็นการเริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ ทดลองให้ใช้จริง เรียนรู้จากปัญหา แล้วค่อยขยายผล
ผมว่าประเทศไทยควรเรียนรู้แนวคิดนี้อย่างจริงจัง
เพราะหลายครั้งเรามัวแต่ติดอยู่กับกฎระเบียบ ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้าง และระบบงานที่ทำต่อกันมานาน
จนลืมถามว่า ประชาชนได้รับประโยชน์จริงหรือไม่?
การปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัล ไม่ใช่แค่ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ แต่ต้องกล้าเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐบาลด้วย
บทเรียนที่ 5 : ลงทุนในคน ให้ข้าราชการทุกคนใช้ AI เป็น
สิงคโปร์ตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2028 เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI
ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ฝ่ายคอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงข้าราชการทุกระดับ
ปัจจุบันตามข้อมูลที่นำเสนอ มีเจ้าหน้าที่กว่า 73,000 คนใช้ระบบ AI ชื่อ Pair Chat เป็นประจำทุกเดือน
มีการสร้างผู้ช่วย AI สำหรับงานเฉพาะด้านแล้วมากกว่า 7,700 ตัว
มีผู้ใช้งานระบบ GovTech Desk ประมาณ 9,000 คน
และจัดกิจกรรมฝึกใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาการทำงานจริง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,250 คน และพัฒนาต้นแบบระบบมากกว่า 120 ชิ้น
สิ่งที่ผมสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้สอนคนให้รู้จัก AI เพียงอย่างเดียว
แต่ให้เจ้าหน้าที่นำปัญหาจากงานประจำมาทดลองแก้ด้วย AI
เมื่อได้ผลจริง จึงนำไปขยายใช้ในหน่วยงานอื่น
ท่านยังเล่าว่า กำลังนำ ChatGPT มาเชื่อมโยงกับอีเมล ตารางประชุม และเอกสารที่ได้รับอนุญาต เพื่อช่วยเตรียมข้อมูลและติดตามงาน
เหมือนมี “สมองที่สอง” ช่วยทำงาน
แต่ยังต้องมีคนรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลและตัดสินใจ
เรื่องนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่า ประเทศไทยต้องลงทุนพัฒนาคนมากกว่าที่ผ่านมา
เพราะเราจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยเพียงใดก็ไม่สำคัญ หากคนของเราใช้ไม่เป็น หรือไม่กล้าเปลี่ยนวิธีทำงาน
และต้องเริ่มตั้งแต่ในโรงเรียนด้วย
เด็กไทยต้องไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องคิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และแก้ปัญหาเป็น
เพราะความสามารถเหล่านี้จะยิ่งสำคัญในโลกอนาคต
---
แล้วประเทศไทยจะสู้ในยุค AI ได้อย่างไร?
หลังจากฟังการบรรยาย ผมได้ข้อคิดสำคัญว่า
สิงคโปร์ไม่ได้พยายามเป็นประเทศที่สร้าง AI ที่เก่งที่สุดในโลก หรือแข่งขันสร้างระบบ AI ขนาดยักษ์กับสหรัฐอเมริกาและจีน
แต่เลือกสร้างความสามารถในการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งกับเศรษฐกิจ รัฐบาล ธุรกิจ และประชาชน
พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกคนกล้าใช้เทคโนโลยี
แนวคิด Smart Nation 2.0 จึงยึดหลักสำคัญสามเรื่อง คือ
หนึ่ง ใช้แล้วต้องเชื่อมั่นได้
สอง ใช้แล้วต้องเติบโตไปด้วยกัน
สาม ใช้แล้วต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ผมคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสมากครับ
เรามีคนเก่ง มีมหาวิทยาลัยที่มีความสามารถ มีผู้ประกอบการที่พร้อมปรับตัว และมีระบบเทคโนโลยีบางอย่างที่ก้าวหน้าไม่น้อยหน้าใคร
แต่เราต้องทำให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันได้
ผมอยากเห็น AI ช่วยครูสอนหนังสือได้ดีขึ้น ช่วยเด็กที่เรียนไม่ทันให้มีโอกาสมากขึ้น
อยากเห็น AI ช่วยวิเคราะห์น้ำฝน ระดับน้ำ และการระบายน้ำ เพื่อให้เราเตือนประชาชนก่อนน้ำท่วมได้ทัน
อยากเห็น AI ช่วยป้องกันมิจฉาชีพ และทำให้การติดต่อราชการของประชาชนสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยขึ้น
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยทำไม่ได้
แต่ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีการทำงานร่วมกัน และมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ผมชอบที่สุดจากการบรรยายครั้งนี้ คือสิงคโปร์ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว จนไม่ต้องเรียนรู้จากใคร
แม้จะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมาก แต่ก็ยังมองหาจุดอ่อนของตัวเอง และเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ
ผมจึงอยากฝากข้อคิดไว้ว่า
“ประเทศที่อยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่เรียนรู้เร็วที่สุด ปรับตัวได้เร็วที่สุด และใช้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง”
ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะสู้ได้ครับ
แต่เราต้องไม่พอใจแค่ว่า “เราก็มี App เหมือนเขา”
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้อง “ก้าวใหม่” ไปด้วยกัน
เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของ AI ไม่ได้วัดจากความฉลาดของเครื่องจักร
แต่วัดจากคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น
พี่เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
Lee Kuan Yew Senior Fellowship in Public Service (SFPS8)
Lee Kuan Yew School of Public Policy
ประเทศสิงคโปร์
#เอ้สุชัชวีร์ #สิงคโปร์ #รัฐบาลดิจิทัล #การศึกษาไทย #เทคโนโลยี