Talent NTW Co., Ltd.

Talent NTW Co., Ltd. Grow Your Professional Career with Talent Network. Our expertise can add value to your recruitment or job search process

การสรรหาบุคลากรที่ผิดพลาด (Bad Hire) ในธุรกิจ Recruitment Agency นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเอเจนซี่เองแล้ว ยังส่งผลเสียอย่...
14/05/2026

การสรรหาบุคลากรที่ผิดพลาด (Bad Hire) ในธุรกิจ Recruitment Agency นอกจากจะส่งผลกระทบต่อตัวเอเจนซี่เองแล้ว ยังส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อความน่าเชื่อถือกับฝั่งลูกค้า (Client) อีกด้วย โดยความเสี่ยงหลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ด้าน ดังนี้

1. เสียความน่าเชื่อถือและเสียลูกค้า (Reputation & Client Loss)สูญเสียความไว้วางใจ: ลูกค้าจ้างเอเจนซี่เพราะคาดหวังการคัดกรองที่แม่นยำ หากส่งคนที่ไม่เหมาะสมไปบ่อยๆ ลูกค้าจะหมดความเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณโดนยกเลิกสัญญา: สัญญาจัดหางานส่วนใหญ่มีเงื่อนไขการันตี (เช่น 3-6 เดือน) หากคนทำงานลาออกก่อนกำหนดบ่อยครั้ง ลูกค้าอาจย้ายไปใช้บริการเอเจนซี่คู่แข่งทันที

2. ต้นทุนจมและสูญเสียรายได้ (Financial Loss)ต้องหาคนใหม่ฟรี (Replacement Free of Charge): สัญญา Recruitment ส่วนใหญ่ระบุว่า หาก Candidate ลาออกในช่วงรับประกัน เอเจนซี่ต้องหาคนใหม่ให้ฟรีโดยไม่ได้เงินเพิ่ม เท่ากับต้องทำงานซ้ำสองและเสียเวลาฟรีสูญเสียโอกาสในการขาย (Opportunity Cost): แทนที่จะเอาเวลาไปหา Candidate ให้กับ Job Order ใหม่ๆ เพื่อสร้างยอดเพิ่ม ทีมงานกลับต้องจมอยู่กับการแก้ปัญหาเคสเก่าที่พังไป

3. ทีมงานหมดไฟและเสียเวลา (Team Burnout & Time Waste)คัดกรองใหม่ทั้งหมด: กระบวนการสรรหาพนักงานใหม่ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ควานหา CV, นัดสัมภาษณ์, ทำ Background Check ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมดบั่นทอนกำลังใจทีมงาน: สำหรับทีมขนาดเล็ก การที่เคสหลุดหรือ Candidate ไม่ผ่านโปรบ่อยๆ จะทำให้ Recruiter รู้สึกท้อแท้ อ่อนล้า และหมดความมั่นใจในการทำงาน

4. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและวัฒนธรรมองค์กรลูกค้า (Cultural & Security Risks)ทำลายบรรยากาศการทำงานของลูกค้า: หากได้คนที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) ไปทำงาน อาจส่งผลกระทบต่อ ทักษะและการคัดเลือกบุคลากร ในทีมของลูกค้า จนทำให้พนักงานดีๆ ของลูกค้าลาออกตามไปด้วยความเสียหายด้านข้อมูลหรือทรัพย์สิน: หากละเลยการทำ Background Check หรือ Reference Check ที่รัดกุม อาจเสี่ยงได้คนที่ทุจริต หรือนำความลับทางธุรกิจของลูกค้าไปเปิดเผย ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องเอเจนซี่ได้

5. อัตราการลาออกสูงขึ้น (High Turnover Rate)Candidate อยู่ไม่ทน: การแมตช์งานที่เน้นแค่ให้จบเคสโดยไม่ดูความเข้ากันได้ของวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Fit) สุดท้าย Candidate จะทนแรงกดดันไม่ได้และลาออกไปในที่สุด ส่งผลให้อัตรา Turnover ของลูกค้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวของเอเจนซี่

เพื่อป้องกันความผิดพลาดนี้ คุณสามารถวางใจมาใช้ Talent NTW ของเราได้นะคะ ทุกคนพร้อมดูแลทุกท่านค่ะ

หัวใจสำคัญของการทำ Recruitment Agency คือการเข้าใจว่า "ยอดขาย" มาจากกระบวนการและจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความพยายามเพี...
12/05/2026

หัวใจสำคัญของการทำ Recruitment Agency คือการเข้าใจว่า "ยอดขาย" มาจากกระบวนการและจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความพยายามเพียงอย่างเดียว

สำหรับ Recruiter / Consultant ที่กำลังเผชิญช่วงเวลายอดไม่ทะลุเป้า จำเป็นต้องอาศัยการปรับมุมมอง ลดความกดดัน และเปลี่ยนมาเน้นที่กิจกรรมเชิงบวก (Activity-based) เพื่อสร้างความมั่นใจกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

มองภาพรวมมากกว่าตัวเลขรายเดือน: งาน Recruitment เหมือนการปลูกต้นไม้ ผลลัพธ์ในเดือนนี้คือสิ่งที่เราทำเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ยอดที่ยังไม่มาไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้พยายาม แต่แปลว่าผลลัพธ์มันกำลังเดินทางมาต่างหาก

ความล้มเหลวคือสถิติที่เข้าใกล้ความสำเร็จ: ทุกๆ การโดนปฏิเสธจาก Candidate หรือการที่ Client เงียบไป คือการคัดกรองให้เราเข้าใกล้ Match ที่ใช่มากขึ้น ลุยต่ออีกนิดเดียว

คุณค่าในฐานะคนสร้างโอกาส: เราไม่ได้แค่หาคนส่งบริษัท แต่เรากำลังเปลี่ยนชีวิตคนและช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้า จงภูมิใจในสายโทรศัพท์ทุกสายที่เราโทรออก

แนวทางการปรับกลยุทธ์เพื่อกู้ศรัทธาในตัวเองถอยกลับมาโฟกัสที่กระบวนการ (Focus on Input): เมื่อยอด (Output) ยังไม่มา ให้เปลี่ยนเป้าหมายรายวันมาเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้เอง เช่น จำนวนการคัดกรอง CV, จำนวนการทำ Interview หรือการอัปเดตกระบวนการสรรหาพนักงาน ให้เฉียบคมขึ้น.

วิเคราะห์ปัญหาอย่างตรงจุดร่วมกับทีม: เปิดใจคุยกันว่าติดขัดที่ตรงไหน Candidate ปฏิเสธเพราะอะไร หรือ Client สู้ราคาคู่แข่งไม่ได้ เพื่อร่วมกันปรับ ทักษะและการคัดเลือกบุคลากร ให้ตรงตามความต้องการตลาดมากขึ้น.

ขอเป็นอีกหนึ่งแรงใจให้ Consultant ทุกท่าน ทำยอดกันได้ตามเป้าทุกคนนะคะ

ก่อนหน้านี้เราเคยโพสประโยชน์ของการใช้ Recruitment Agency วันนี้แอดอยากเพิ่มเติมนอกจากเรื่อง "ประโยชน์" ที่เห็นได้ชัดแล้ว...
06/05/2026

ก่อนหน้านี้เราเคยโพสประโยชน์ของการใช้ Recruitment Agency วันนี้แอดอยากเพิ่มเติมนอกจากเรื่อง "ประโยชน์" ที่เห็นได้ชัดแล้ว ยังมีแง่มุมเชิงบวก (Positive Insights) ที่ทำให้ Recruitment Agency เป็น "พาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์" มากกว่าแค่คนหางาน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

1. เป็น "คลังข้อมูลตลาด" เคลื่อนที่ (Market Intelligence)เอเจนซี่ไม่ได้แค่รู้จักคน แต่เขารู้จัก "ความเคลื่อนไหวของตลาด"

อัปเดตเงินเดือน: เขาสามารถบอกได้ว่าตำแหน่งนี้ในตลาดปัจจุบันจ่ายกันอยู่ที่เท่าไหร่ ช่วยให้บริษัทไม่ตั้งงบต่ำไปจนหาคนไม่ได้ และช่วยให้ผู้สมัครไม่เรียกเงินน้อยเกินไปจนเสียโอกาส

เทรนด์ทักษะ: เขารู้ว่าตอนนี้ทักษะไหนกำลังขาดแคลน หรือบริษัทคู่แข่งกำลังมองหาคนแบบไหนอยู่

2. เป็น "ทูตของแบรนด์" (Brand Ambassadors)สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง (เช่น Startups หรือบริษัทต่างชาติที่เพิ่งเข้าไทย) เอเจนซี่คือคนที่จะช่วย "ขายฝันและโอกาส" ให้

เขาจะช่วยอธิบายวัฒนธรรมองค์กรและข้อดีของบริษัทให้ผู้สมัครฟังอย่างละเอียด ซึ่งบางครั้งประกาศงานธรรมดาๆ สื่อสารออกมาได้ไม่หมด

ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี (Professional Image) ให้กับบริษัทผ่านกระบวนการคัดกรองที่มืออาชีพ

3. เป็น "Buffer" ลดความขัดแย้ง (The Professional Mediator)ในกระบวนการจ้างงาน บางครั้งอาจมีเรื่องที่พูดลำบาก เช่น: การปฏิเสธอย่างสุภาพ: เอเจนซี่จะช่วยแจ้งผลปฏิเสธแก่ผู้สมัครด้วยเหตุผลที่สร้างสรรค์ (Constructive Feedback) ทำให้ผู้สมัครยังมีความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์บริษัท

การเจรจาที่เปราะบาง: การคุยเรื่องตัวเลขเงินเดือนหรือสวัสดิการบางอย่าง บางครั้งคนคุยกันตรงๆ อาจจะเกร็ง แต่เอเจนซี่จะเป็น "ตัวกลาง" ที่ช่วยปรับจูนความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้เจอกันตรงกลางได้ง่ายขึ้น

4. การสร้าง "Long-term Connection"Recruiter เก่งๆ มักจะมองความสัมพันธ์ระยะยาว

สำหรับผู้สมัคร: แม้รอบนี้จะไม่ได้งาน แต่ Recruiter จะเก็บคุณไว้ในลิสต์ลำดับต้นๆ เมื่อมีตำแหน่งที่เหมาะสมกว่าเข้ามาในอนาคต (คุณจะมี "เส้นสาย" ในตลาดงานโดยอัตโนมัติ)

สำหรับบริษัท: เอเจนซี่ที่ทำงานด้วยกันนานๆ จะเริ่มรู้ใจ (Know the DNA) จนแทบไม่ต้องอธิบาย Job Description เยอะ เขาก็จะส่งคนที่ "ใช่" มาให้ทันที

5. ช่วยลด "Bias" หรืออคติในการจ้างงาน เอเจนซี่มืออาชีพจะโฟกัสที่ Skills & Cultural Fit เป็นหลัก ซึ่งช่วยให้บริษัทได้คนที่มีความหลากหลาย (Diversity) มากขึ้น และลดโอกาสที่จะพลาดคนเก่งเพียงเพราะประวัติบางส่วนไม่ตรงตามค่านิยมเดิมๆ ของ HR ในบริษัท

แอดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อความทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกคน และตัดสินใจเลือกใช้ Talent NTW ในการช่วยคุณหางานต่อไปนะคะ

การเลือกใช้บริการ Recruitment Agency หรือบริษัทจัดหางาน ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่าทั้งในมุมมองของ องค์กร (นายจ้าง) ที่ต้องการ...
29/04/2026

การเลือกใช้บริการ Recruitment Agency หรือบริษัทจัดหางาน ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่าทั้งในมุมมองของ องค์กร (นายจ้าง) ที่ต้องการบุคลากรคุณภาพ และ ผู้สมัครงาน ที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ๆ โดยมีข้อดีหลักดังนี้:

"สำหรับองค์กร (นายจ้าง)"

- ประหยัดเวลาและลดขั้นตอนการทำงาน: Agency จะทำหน้าที่คัดกรองเบื้องต้น ตรวจสอบประวัติ และสัมภาษณ์รอบแรก ทำให้ฝ่าย HR ของบริษัทพบเฉพาะผู้สมัครที่ "ใช่" จริงๆ ช่วยลดภาระงานในส่วนการประกาศรับสมัครและคัดเลือกเรซูเม่จำนวนมาก

- เข้าถึงฐานข้อมูลผู้สมัครขนาดใหญ่ (Talent Pool): บริษัทจัดหางานมีฐานข้อมูลผู้สมัครที่หลากหลายและครอบคลุม ทั้งกลุ่มที่กำลังหางานเชิงรุกและกลุ่มที่ไม่ได้หางานแต่พร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ (Passive Candidates) ซึ่งการลงประกาศเองอาจเข้าไม่ถึง

- ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: หลายแห่งมีความเชี่ยวชาญในสายงานเฉพาะ (เช่น IT, วิศวกรรม, หรือผู้บริหารระดับสูง) ทำให้สามารถแนะนำคุณสมบัติที่เหมาะสมและต่อรองค่าจ้างที่สมเหตุสมผลตามกลไกตลาดได้

- ไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น: โดยทั่วไปบริษัทจะเสียค่าบริการต่อเมื่อมีการจ้างงานเกิดขึ้นจริงเท่านั้น (Success Fee) หากหาคนไม่ได้หรือไม่ตรงใจก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการหา

"สำหรับผู้สมัครงาน"

- ตัวแทนช่วยหางานและต่อรอง: เปรียบเสมือนมีที่ปรึกษาส่วนตัวช่วยสแกนงานที่ตรงกับทักษะ ไม่ต้องยื่นเรซูเม่หลายที่ด้วยตัวเอง และยังช่วยต่อรองเงินเดือนให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความสามารถ

- โอกาสเข้าถึง "งานที่ไม่เปิดเผย": ตำแหน่งงานบางอย่างในบริษัทชั้นนำไม่ได้ลงประกาศสาธารณะ แต่จะหาผ่าน Agency เท่านั้น การฝากประวัติไว้จึงช่วยเพิ่มโอกาสได้งานในบริษัทที่ใฝ่ฝัน

- คำแนะนำและการเตรียมตัว: รีครูทเตอร์มักจะให้คำแนะนำในการปรับปรุงเรซูเม่ และช่วยเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์กับบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกจ้าง

เมื่อคุณเห็นข้อดีของการใช้ Recruitment Agency แล้วก็มาใช้บริการกันเยอะๆนะคะ

มักมีคนชอบพูดว่า  HR ที่ดีต้องเก่งการสื่อสาร  (จริงๆหรอ) แล้วถ้า HR คนนั้นชอบการทำงานแบบใช้สมาธิ ไม่ต้องการความวุ่นวาย เ...
27/04/2026

มักมีคนชอบพูดว่า HR ที่ดีต้องเก่งการสื่อสาร (จริงๆหรอ) แล้วถ้า HR คนนั้นชอบการทำงานแบบใช้สมาธิ ไม่ต้องการความวุ่นวาย เขาจะสามารถทำประโยชน์อะไรให้กับองค์กรได้ดีไหม วันนี้เรามาลองวิเคราะห์กัน

เพราะภาพจำของ HR มักจะเป็นคนที่พูดเก่ง ยิ้มแย้ม และอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่ในความเป็นจริง "HR ที่ชอบใช้สมาธิและรักความสงบ" (มักเป็นชาว Introvert) มีข้อได้เปรียบสูงมากในบางมิติที่ HR สายพูดเก่งอาจทำได้ไม่ดีเท่า

1. การสื่อสาร "ที่มีคุณภาพ" สำคัญกว่า "ปริมาณ"
HR ไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ แต่ต้อง "สื่อสารให้เคลียร์"
การฟังเชิงลึก (Active Listening): คนที่ชอบใช้สมาธิมักเป็นผู้ฟังที่ดี พวกเขาจะจับประเด็นความต้องการของลูกค้าหรือความกังวลของผู้สมัครได้แม่นยำกว่า ซึ่งเป็นหัวใจของการปิดยอดขายที่คนมักมองข้าม

การสื่อสารผ่านตัวอักษร: ในยุคนี้การเขียน Job Description ที่ดึงดูด หรือการส่งอีเมลหาแคนดิเดตแบบส่วนตัว (Personalized) ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการโทรสุ่ม (Cold Call) แบบไร้จุดหมาย

2. พลังของ "Deep Work" ในงาน Recruitment
งานจัดหางานมีส่วนที่ต้องใช้สมาธิสูงมาก ซึ่ง HR สายสงบจะทำได้ดีเยี่ยม:
Sourcing & Market Mapping: การขุดหาแคนดิเดตเก่งๆ ใน LinkedIn หรือกลุ่มเฉพาะทาง ต้องใช้ความอดทนและสมาธิในการวิเคราะห์โปรไฟล์ (เหมือนงานวิจัย) คนที่สมาธิดีจะเจอ "เพชรในตม" ที่คนอื่นหาไม่เจอ
Data Analysis: การวิเคราะห์ว่าทำไมบริษัทถึงไม่มียอดขาย ต้องใช้การนั่งนิ่งๆ เพื่อดูสถิติ (Conversion Rate) และหาจุดบอดของทีม ซึ่งงานนี้ต้องการความละเอียดมากกว่าฝีปาก

3. เป็นที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือ (The Trusted Advisor)
ในบริษัทขนาดเล็ก ความวุ่นวายมีเยอะอยู่แล้ว ถ้า HR เป็นคนที่นิ่งและมีสติ จะกลายเป็น "ที่พึ่ง" ของทีม:
พนักงานจะกล้าเดินเข้ามาปรึกษาปัญหาลึกๆ เพราะรู้สึกว่าคุณจะรับฟังอย่างตั้งใจและไม่เอาไปพูดต่อ
การตัดสินใจจะตั้งอยู่บน "ข้อมูลและเหตุผล" มากกว่า "อารมณ์หรือคำพูดสวยหรู"

สรุป: HR ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็น "นักพูด" แต่ต้องเป็น "นักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ"
ถ้าคุณชอบความสงบและสมาธิ คุณสามารถเป็น HR สายกลยุทธ์ (Strategic HR) หรือ นักล่าหัวกะทิ (Elite Headhunter) ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณได้ค่ะ

หากลองทำมาทุกอย่างแล้ว—ทั้งปรับค่าคอมมิชชัน แชร์ความรู้กันเอง และขยันหาคน—แต่ยอดขายยังไม่ขยับ แสดงว่าปัญหาน่าจะไม่ได้อยู...
27/04/2026

หากลองทำมาทุกอย่างแล้ว—ทั้งปรับค่าคอมมิชชัน แชร์ความรู้กันเอง และขยันหาคน—แต่ยอดขายยังไม่ขยับ แสดงว่าปัญหาน่าจะไม่ได้อยู่ที่ "พนักงานไม่เก่ง" แต่อยู่ที่ "ทิศทางธุรกิจ (Business Alignment)" หรือ "คุณภาพของสินค้า/บริการ" ไม่ตรงกับตลาด

บริษัทต้องรีบกะเทาะเปลือกปัญหาผ่าน 3 จุดบอดหลักนี้ด่วน:

1. Re-Check "Niche" ที่เลือก: เราตกปลาในบ่อที่ไม่มีปลาหรือเปล่า?
บางครั้งเราฝืนทำตลาดที่การแข่งขันสูงเกินไป หรือลูกค้าไม่มีงบจ้าง Agency
คำแนะนำ: ลองเปลี่ยนไปโฟกัสสายงานที่ "หาคนยากแต่มีความต้องการสูง" (Hard-to-fill roles) เช่น สายเทคนิคเฉพาะทาง หรือผู้บริหารระดับกลาง เพราะบริษัทส่วนใหญ่จะยอมจ่ายเงินจ้าง Agency ก็ต่อเมื่อเขาหาเองไม่ได้จริงๆ

(วิเคราะห์ว่าตำแหน่งที่ทีมถืออยู่ในมือตอนนี้ ตัวไหนที่ปิดไม่ได้สักที ให้ "เลิกฝืน" แล้วย้ายกำลังคนไปทำตำแหน่งที่ปิดง่ายกว่าก่อนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ Quick Wins)

2. วิเคราะห์ "Conversion Rate": ตกม้าตายตอนไหน?
ต้องดูว่ายอดที่ไม่มา มันหายไปในขั้นตอนไหน:
ส่งคนไปเยอะแต่ลูกค้าไม่สัมภาษณ์: แสดงว่า "คุณภาพการคัดคน" มีปัญหา ทีมอาจจะแค่ก๊อปวางโปรไฟล์แต่ไม่คัดกรองจริง
ลูกค้าสัมภาษณ์แต่ไม่จ้าง: แสดงว่า "พนักงานเราปิดการขายไม่ลง" หรือ "ตัวผู้สมัครเองไม่เก่งจริง"

3. ปรับทัศนคติ "Quality over Quantity"
ยอดขายไม่มาอาจเพราะทีมงาน "เน้นปริมาณ" ส่งเรซูเม่ไปเยอะๆ เพื่อให้ดูเหมือนทำงานหนัก

คำแนะนำ: ลองเปลี่ยนมาเป็น "ส่งแค่ 3 คนที่เป๊ะที่สุด" แทนการส่ง 10 คนที่กลางๆ ลูกค้าจะรู้สึกว่าเราเป็นมืออาชีพและเริ่มให้งานที่สำคัญขึ้น

4. ถาม Feedback จากลูกค้าตรงๆ (Customer Survey)
ถ้าเราพยายามแล้วยอดไม่มา ต้องถามคนจ่ายเงินครับ
โทรหาลูกค้าที่เคยปฏิเสธเรา หรือลูกค้าที่เงียบไป ถามตรงๆ ว่า "ทำไมถึงยังไม่เลือกบริการของเรา มีจุดไหนที่เราควรปรับปรุง?" ข้อมูลนี้สำคัญกว่าการเดาเองในออฟฟิศหลายเท่า

คำถามสำคัญที่ต้องตอบตอนนี้: ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา อัตราการส่งตัวผู้สมัคร (Send-out) ต่อ การเรียกสัมภาษณ์ (Interview) ของบริษัทคุณอยู่ที่ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูลนี้จะบอกได้ทันทีว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน) เราส่งแคนดิเดทที่มีคุณภาพมากพอสำหรับการนัดสัมภาษณ์แล้วหรือยัง หรือเรากำลังแค่บ่นกับตัวเองว่าเราทำงานหนักแล้วกันแน่

ขอเป็นกำลังใจให้กับพนักงานทุกคน และเกิดการปิดยอดขายในเร็ววัน

วิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์: ทำไมการสรรหาบุคลากรในบางตำแหน่งจึงประสบปัญหา “Lack of Talent”?ในยุคที่ตลาดแรงงานขับเคลื่อนด้...
21/04/2026

วิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์: ทำไมการสรรหาบุคลากรในบางตำแหน่งจึงประสบปัญหา “Lack of Talent”?

ในยุคที่ตลาดแรงงานขับเคลื่อนด้วยทักษะเฉพาะทาง (Skill-Driven Market) หลายองค์กรเผชิญกับความท้าทายในการปิดตำแหน่งงานสำคัญ แม้จะมีการขยายช่องทางการประชาสัมพันธ์แล้วก็ตาม ในฐานะที่ปรึกษาด้านการสรรหาบุคลากร Talent NTW ได้วิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกที่ทำให้ตำแหน่งงานนั้นๆ “หาคนยาก” ซึ่งสรุปได้เป็น 4 ปัจจัยหลักดังนี้:

1. ความไม่สมดุลระหว่างโครงสร้างค่าตอบแทนและกลไกตลาด (Market Misalignment)
หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริงในตลาดปัจจุบัน โดยเฉพาะตำแหน่งในสายงาน Technology หรือ Specialized Engineering ที่มีการแข่งขันสูง การยึดติดกับโครงสร้างเงินเดือนเดิมขององค์กรโดยไม่คำนวณ Market Benchmark ล่าสุด อาจทำให้องค์กรพลาดโอกาสในการดึงดูดบุคลากรระดับแนวหน้า (Top Tier)

2. ความซับซ้อนของคุณสมบัติที่เกินความจำเป็น (Over-Specified Requirements)
การกำหนดคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงมากเกินไป หรือการควบรวมทักษะที่หลากหลายไว้ในตำแหน่งเดียว (Multi-role Expectation) มักส่งผลให้จำนวนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในตลาดมีน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระยะเวลาในการสรรหา (Time-to-Hire) ยาวนานขึ้นโดยไม่จำเป็น

3. ขีดจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรกลุ่ม Passive Candidates
สถิติระบุว่าบุคลากรระดับ High Performance ส่วนใหญ่มักไม่ได้อยู่ในสภาวะว่างงานหรือเปิดเผยตัวในแพลตฟอร์มหางานทั่วไป การพึ่งพาเพียงการประกาศรับสมัคร (Job Posting) จึงเป็นการจำกัดโอกาสไว้เพียงกลุ่ม Active Candidates เท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญระดับสูง

4. ประสบการณ์ผู้สมัครและภาพลักษณ์นายจ้าง (Candidate Experience & Employer Branding)
ในปัจจุบัน กระบวนการสรรหาคือการสะท้อนวัฒนธรรมองค์กร หากกระบวนการสัมภาษณ์ล่าช้า หรือไม่มีความชัดเจนในเส้นทางความก้าวหน้า (Career Path) จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้สมัครที่มีศักยภาพสูง และอาจนำไปสู่การปฏิเสธข้อเสนอในท้ายที่สุด

บทบาทของ Talent NTW ในฐานะ Strategic Recruitment Partner
เราก้าวข้ามการเป็นเพียงตัวกลางในการหาคน สู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยแก้ปัญหาการสรรหาในระดับโครงสร้าง:

Market Intelligence: ให้บริการข้อมูลเชิงลึกด้านฐานเงินเดือนและแนวโน้มในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อการวางแผนงบประมาณที่แม่นยำ

Executive Search & Headhunting: เข้าถึงเครือข่าย Passive Talent ผ่านฐานข้อมูลเฉพาะและกลยุทธ์การทาบทามอย่างเป็นมืออาชีพ

สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ www.talentntw.com

ในปัจจุบันนี้ บริษัท Recruitment Agency เกิดขึ้นเยอะมาก และหลายๆบริษัทมักประสบปัญหาโดนลูกค้าหลอกใช้ (เช่น หลอกขอข้อมูลผู...
10/04/2026

ในปัจจุบันนี้ บริษัท Recruitment Agency เกิดขึ้นเยอะมาก และหลายๆบริษัทมักประสบปัญหาโดนลูกค้าหลอกใช้ (เช่น หลอกขอข้อมูลผู้สมัครเพื่อไปติดต่อเอง หรือหลอกให้ส่งคนไปสัมภาษณ์เพื่อล้วงความลับคู่แข่ง) เป็นความท้าทายที่พบได้บ่อยในวงการจัดหางาน นี่คือแนวทางและวิธีป้องกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัท

1. วิธีป้องกันเชิงรุก (Prevention)
-การคัดกรองลูกค้า (Client Vetting): ตรวจสอบประวัติบริษัทลูกค้าก่อนเริ่มงานเสมอ ดูความน่าเชื่อถือผ่าน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หรือตรวจสอบรีวิวจากผู้สมัครในกลุ่มโซเชียลมีเดีย

-สัญญาการบริการที่รัดกุม (Service Agreement): ระบุข้อสัญญา "Non-Circumvention" (การห้ามข้ามขั้นตอน) ไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันลูกค้าติดต่อผู้สมัครโดยตรงภายในระยะเวลาที่กำหนด (มักจะเป็น 12-24 เดือน) หลังจากที่คุณแนะนำ

-การปกปิดข้อมูลผู้สมัคร (Data Masking): ในขั้นตอนแรก (Shortlist) อย่าเพิ่งส่ง Resume ฉบับเต็มที่มีชื่อ นามสกุล และเบอร์โทรศัพท์ ให้ใช้ "Candidate Profile Summary" ที่ระบุเพียงทักษะ ประสบการณ์ และผลงานที่โดดเด่นแทน

-การเก็บค่ามัดจำ (Retainer Fee): สำหรับเคสที่ยากหรือต้องใช้ทรัพยากรสูง ให้พิจารณาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบางส่วนก่อนเริ่มงาน เพื่อยืนยันว่าลูกค้ามีความตั้งใจจ้างจริง

2. ข้อคิดสำหรับการทำธุรกิจ (Mindset)
-อย่ากลัวที่จะปฏิเสธ (Learn to say NO): หากพบลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่ชัดเจน เปลี่ยนใจบ่อย หรือกดราคาจนไม่คุ้มค่าเหนื่อย การปฏิเสธตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงที่ทีมงานจะเสียเวลาไปฟรีๆ

-สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้สมัคร (Candidate Loyalty): หากผู้สมัครเชื่อใจคุณ พวกเขาจะเป็น "หูเป็นตา" ให้คุณเอง หากลูกค้าติดต่อเขาไปโดยตรง เขาจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันที

-คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ: การส่งผู้สมัครจำนวนมากแต่ไม่ตรงสเปก จะเปิดช่องให้ลูกค้าตำหนิและหาเหตุผลที่จะเลิกใช้บริการคุณ การเลือกคนที่ "ใช่" จริงๆ เพียง 2-3 คน จะช่วยสร้างคุณค่าให้แบรนด์ Agency ของคุณ

3. แนวทางจัดการเมื่อโดนหลอก (Mitigation)
-การติดตามผลอย่างเป็นระบบ: มีบันทึก (Log) ทุกครั้งที่ส่งโปรไฟล์ หรือนัดสัมภาษณ์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดการจ้างงานลับหลัง

-การเจรจาอย่างมืออาชีพ: หากพบว่าลูกค้าจ้างผู้สมัครที่คุณส่งไปโดยไม่แจ้ง ให้ติดต่อฝ่ายบุคคลหรือผู้บริหารเพื่อชี้แจงตามหลักฐานในสัญญา

-การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist): หากพบว่าบริษัทใดมีพฤติกรรมหลอกใช้ซ้ำซาก ควรยุติการร่วมงานและบันทึกไว้ในระบบภายในเพื่อแจ้งเตือนทีมงานในอนาค

ขอให้ปิดดีลได้รัวๆ และเจอลูกค้าที่น่ารักและให้เกียรติซึ่งกันและกันค่ะ!

การทำงานกับลูกค้าต่างชาติที่ "เดินทางบ่อย" และ "งบจำกัด" เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับ Recruitment Agency เพราะมันมีเรื่อง...
08/04/2026

การทำงานกับลูกค้าต่างชาติที่ "เดินทางบ่อย" และ "งบจำกัด" เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับ Recruitment Agency เพราะมันมีเรื่องของ เวลา (Time) และ ความคุ้มค่า (Value) มาเป็นตัวแปรหลัก

นี่คือการวิเคราะห์ปัญหาที่มักจะเจอ (Pain Points) แบ่งเป็น 4 ด้านหลักค่ะ:

1. ปัญหาด้านการสื่อสารและการตัดสินใจ (Communication & Agility)
Time Gap & Delay: เมื่อลูกค้าเดินทางบ่อย การนัดหมายสัมภาษณ์หรือการขอ Feedback หลังจบงานมักจะดีเลย์ ทำให้ Candidate ที่เก่งๆ หลุดมือไปหาบริษัทอื่นที่ตัดสินใจเร็วกว่า
Decision Fatigue: ลูกค้าที่ยุ่งมากๆ มักไม่มีเวลาอ่าน Resume โดยละเอียด ทำให้บางครั้งเกิดการปฏิเสธผู้สมัครเพียงเพราะดูผ่านๆ หรือในทางกลับกัน คือตัดสินใจรับคนแบบรีบๆ แล้วมาเจอปัญหาภายหลัง

2. ปัญหาด้านงบประมาณที่สวนทางกับความคาดหวัง (Budget vs. Expectation)
Premium Requirements on Economy Budget: ลูกค้าต่างชาติมักชินกับมาตรฐานทักษะ (เช่น ภาษาอังกฤษต้องเป๊ะ หรือมี Experience ระดับ Global) แต่ตั้งงบตามค่าเฉลี่ยท้องถิ่นหรือต่ำกว่า ทำให้หาคนยากมาก

Hidden Costs: งบที่จำกัดอาจทำให้ลูกค้าไม่ยอมจ่ายค่า Relocation, ค่าตรวจสุขภาพ หรือสวัสดิการที่ดึงดูดใจ ทำให้ Agency ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อ "ขายฝัน" หรือโน้มน้าวผู้สมัครให้ยอมรับเงินเดือนที่น้อยลง

3. ความยากในการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building)
Lack of Personal Touch: การไม่ได้เจอกันบ่อยๆ ทำให้ Agency สร้าง Trust ได้ยาก ลูกค้าอาจมองเราเป็นแค่ "Vendor" ไม่ใช่ "Partner" ซึ่งส่งผลต่อการเจรจาต่อรองเมื่อเกิดปัญหา
Ad-hoc Requests: ลูกค้ากลุ่มนี้มักจะทักมาแบบด่วนๆ ตอนอยู่ที่สนามบินหรือก่อนขึ้นเครื่อง ทำให้ Agency ต้อง Standby ตลอดเวลา ซึ่งจัดการยากในเชิง Operation

4. ปัญหาเรื่องภาพลักษณ์องค์กร (Employer Branding)
Ghosting Candidates: เมื่อลูกค้าเดินทางและเงียบไป ผู้สมัครจะรู้สึกว่าบริษัทไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งคนที่เสียชื่อเสียงคนแรกคือ Agency
Candidate Experience: การที่กระบวนการสัมภาษณ์ถูกเลื่อนบ่อยเพราะตารางการเดินทางของลูกค้า ทำให้ Candidate รู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งงานนั้นๆ

จากปัญหาที่ผู้เขียนพบเจอบ่อยๆในองค์กร และได้ศึกษาเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรง เลยมีข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น Agency ควรนำเสนอ Digital Screening Tools (เช่น วิดีโอแนะนำตัวสั้นๆ ของผู้สมัคร) เพื่อให้ลูกค้าประเมินได้ทุกที่ทุกเวลา และควรทำ Market Mapping เพื่อชี้แจงสถานะตลาดแรงงานให้ลูกค้าเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่าง "งบประมาณ" และ "คุณภาพคน" อย่างเป็นรูปธรรม จะได้ลดขั้นตอนการสื่อสารที่คาดเคลื่อน และล่าช้าลงได้

📌 สรุปใจความสำคัญ: เมื่อวัฒนธรรมคือ "แม่เหล็ก" ดึงดูดคนเก่งจาก "นามธรรม" สู่ "รูปธรรม": วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่แค่คำขวัญสวย...
01/04/2026

📌 สรุปใจความสำคัญ: เมื่อวัฒนธรรมคือ "แม่เหล็ก" ดึงดูดคนเก่ง
จาก "นามธรรม" สู่ "รูปธรรม": วัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่แค่คำขวัญสวยหรู แต่คือ "ประสบการณ์จริง" ที่พนักงานเจอในทุกวัน (เช่น หัวหน้าปฏิบัติกับลูกน้องอย่างไร, การกล้าพูดความจริงทำได้จริงไหม)

การเปลี่ยนผ่านของ Generation:
Gen X/Y: เริ่มมองหาความสมดุล (Work-Life Balance) และคุณค่าของงานมากกว่าแค่ตำแหน่ง
Gen Z/Alpha: ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย (DEI), ความยืดหยุ่นสูง และความโปร่งใสขององค์กร
เป้าหมายที่เปลี่ยนไป: ความมั่นคงทางการเงินยังสำคัญ แต่ต้องมาพร้อมกับ "ความหมาย" (Purpose) พนักงานอยากรู้ว่าสิ่งที่เขาเหนื่อยไปในแต่ละวัน ช่วยทำให้โลกหรือสังคมดีขึ้นอย่างไร

💡 แนวทางและข้อคิดในการปรับตัว (Actionable Insights)
หากคุณเป็นผู้นำหรือคนทำงานที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง
3 เสาหลักที่ต้องให้ความสำคัญ:

1. Psychological Safety (พื้นที่ปลอดภัยทางความรู้สึก)
แนวคิด: คนรุ่นใหม่จะไม่ทนกับวัฒนธรรม "สั่งการจากบนลงล่าง" (Top-down)
วิธีทำ: สร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานกล้าเสนอไอเดียหรือแย้งได้โดยไม่กลัวโดนตำหนิ ความผิดพลาดต้องถูกมองว่าเป็น "บทเรียน" ไม่ใช่ "ตราบาป"

2. Flexibility is the New Currency (ความยืดหยุ่นคือเงินตราใหม่)
แนวคิด: สำหรับ Gen Z/Alpha งานคือ "ส่วนหนึ่ง" ของชีวิต ไม่ใช่ "ทั้งหมด" ของชีวิต
วิธีทำ: เลิกยึดติดกับการตอกบัตรเข้างาน 9 โมงเช้า แต่เน้นที่ "ผลลัพธ์" (Output-based) และให้อิสระในการเลือกสถานที่หรือเวลาทำงานที่พวกเขาผลิตงานได้ดีที่สุด

3. Personal Growth & Purpose (การเติบโตและเป้าหมาย)
แนวคิด: คนเก่งจะอยู่กับที่ที่ทำให้เขา "เก่งขึ้น" และ "ภูมิใจ"
วิธีทำ: องค์กรต้องชัดเจนว่าเราทำธุรกิจไปเพื่ออะไร (Beyond Profit) และมีแผนการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ที่ชัดเจนให้พนักงานรายบุคคล

💭 ข้อคิดทิ้งท้าย
"Culture eats strategy for breakfast" (วัฒนธรรมองค์กรกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า) – คำกล่าวของ Peter Drucker ยังคงเป็นจริงเสมอ ต่อให้คุณมีโมเดลธุรกิจที่ล้ำหน้าแค่ไหน แต่ถ้าวัฒนธรรมองค์กร "เป็นพิษ" (Toxic) คนเก่งจะค่อยๆ เดินออกจากทีมไปจนเหลือแต่คนที่อยู่นิ่งๆ เพื่อรับเงินเดือนเท่านั้น

หวังเป็นอย่างยิ่งทุกองค์รตอนนี้จะมีวัฒนธรรมที่ดี สร้างคนเก่ง รักษาคนเก่ง และช่วยกันฮีลใจทุกคนในองค์กรไปด้วยกัน

วันนี้ขอหยิบยกเนื้อหาบางช่วงบางตอนจากหนังสือ The Five Dysfunctions of a Team มาแชร์กันเพื่อสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดี...
24/03/2026

วันนี้ขอหยิบยกเนื้อหาบางช่วงบางตอนจากหนังสือ The Five Dysfunctions of a Team มาแชร์กันเพื่อสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดีให้กับองค์กร

ความไว้วางใจ: รากฐานสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง
ในทุกองค์กร “ความไว้วางใจ” (Trust) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าความไว้วางใจนั้นเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล วาทศิลป์ที่สร้างแรงบันดาลใจ หรือทักษะการสื่อสารที่บุคลิกภาพดูมีความมั่นใจเพียงอย่างเดียว
Patrick Lencioni ผู้เขียนหนังสือ The Five Dysfunctions of a Team ได้ให้ทัศนะว่า ในความเป็นจริงแล้วความไว้วางใจเกิดจากหลักการที่เรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือ “การรักษาคำพูดและการกระทำที่สอดคล้องของผู้บริหาร” (Trust is built when leaders consistently do what they say they will do.)

ในบริบทของวัฒนธรรมองค์กร
บุคลากรไม่ได้เรียนรู้ค่านิยมขององค์กรผ่านนโยบายที่ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เรียนรู้ผ่าน “พฤติกรรมเชิงประจักษ์ของผู้นำ”

หากผู้นำให้ความสำคัญกับทีม แต่กลับไม่มีเวลาให้แก่สมาชิก

หากผู้นำเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส แต่กระบวนการตัดสินใจยังคงขาดความชัดเจน

หากผู้นำรณรงค์เรื่องความไว้วางใจ แต่ยังคงใช้วิธีการควบคุมการทำงานในทุกรายละเอียด (Micromanagement)

พฤติกรรมที่ย้อนแย้งเหล่านี้จะส่งผลให้คำพูดของผู้นำขาดความน่าเชื่อถือในที่สุด ในทางตรงกันข้าม เมื่อผู้นำรักษาคำมั่นสัญญาอย่างสม่ำเสมอแม้ในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย จะส่งผลให้ทีมเกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อองค์กร

ผลลัพธ์จากการสร้างความไว้วางใจ
เมื่อความไว้วางใจกลายเป็นรากฐานของทีม องค์ประกอบเชิงบวกอื่น ๆ จะปรากฏตามมาอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ:
การสื่อสารที่มีความเปิดเผยและตรงไปตรงมา (Open Communication)
ความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างสมาชิกในทีม
ความกล้าที่จะริเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ
บรรยากาศการทำงานที่พร้อมเกื้อกูลและสนับสนุนกัน

บทสรุปสำคัญคือ วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่หล่อหลอมขึ้นจากการกระทำที่สอดคล้องกับคำพูดในทุก ๆ วัน

ที่อยู่

99/41, Mu3, Srisachorakae Noi
Ban Bang Sao Thong
10570

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Talent NTW Co., Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์