Powerful Phao Training & Consultant ทำงานและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ไม่ได้เขียนมานานเลยครับช่วงนี้เด็กๆเลือกคณะเรียนเลยอยากจะมาแชร์ครับ... #เวลามีคนเลี้ยงอาหารหลายๆคนจะสั่งเมนูแพงสุดแต่บาง...
06/05/2025

ไม่ได้เขียนมานานเลยครับ
ช่วงนี้เด็กๆเลือกคณะเรียน
เลยอยากจะมาแชร์ครับ...
#เวลามีคนเลี้ยงอาหาร
หลายๆคนจะสั่งเมนูแพงสุด
แต่บางคนจะสั่งเมนูที่ชอบ
#เรียนคณะอะไรดี?
เป็นคำถามที่มีมาทุกรุ่น
อยากเรียนนิเทศศาสตร์
แต่คะแนนสูงเลยเลือกวิศวะ
ผมก็อยากเรียนเอกดนตรี
แต่คงไม่มีใครส่งเรียน
ก็เลยต้องเรียนกฎหมาย
ตอนแรกก็คิดว่ามันไม่ใช่
แต่ก็เลี้ยงชีพได้ด้วยความรู้ด้านกฎหมายในอาชีพ HR
และทนายความ ที่ปรึกษา
ส่วนดนตรีก็ไม่ได้ทิ้ง ฝึกเองเรียนเอง ซ้อมเล่นกับเพื่อนๆ
ให้ชีวิตมีความชุ่มฉ่ำชุ่มชื่น
#สังคมไทยยังยึดโยงกับค่านิยมของสังคมและพ่อแม่มีอิทธิพลต่อการเลือกของลูก
แต่ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป
#ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรถ้าเก่งที่สุดก็สำเร็จได้แม้ไม่ได้เรียนมา
ต่อไปนี้คือบทความที่มีประโยชน์มากอยากให้พ่อแม่ทุกคนอ่านครับ......

#จากแพทย์เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ขจรเดช ดิเรกสุนทร สู่เส้นทาง ผู้พิพากษา ด้วยความตั้งใจอยากวางหลักกฎหมาย ทำประโยชน์ให้สังคมอีกรูปแบบ ...สู่จุดเปลี่ยนสายอาชีพ
ในชีวิตหนึ่ง...เชื่อว่าทุกคน มีความใฝ่ฝันบางอย่าง เลือกทางที่อยากเดิน มีอาชีพที่อยากจะเป็น พบความสำเร็จที่ตั้งเป้าหมายไว้

ซึ่ง “นายขจรเดช ดิเรกสุนทร” ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ฝ่าฟัน สร้างทางสู่ความฝันของตัวเองจนสำเร็จ จากครั้งแรก สภาพแวดล้อมและความจำเป็น นำพาสู่เส้นทางการเรียน “หมอ” รักษาผู้เจ็บป่วยกาย แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง เข็มทิศชีวิต ก็เบนเข็มให้เขาเลือกมาเป็น “ผู้พิพากษา” ที่เยียวยาคนด้วยกฎหมาย
แต่ทำไมจู่ๆ ผู้ชายที่ชื่อ “ขจรเดช ดิเรกสุนทร” จึงเปลี่ยนเส้นทางอาชีพในฝันของหลายคนจาก "แพทย์" มาเป็น"ผู้พิพากษา" อะไรที่จุดประกายแห่งไฟในใจให้เขาเลือกเช่นนั้น

“ผู้พิพากษาขจรเดช ดิเรกสุนทร” ได้บอกเล่าว่า ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรมช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ การศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) , เนติบัณฑิตไทย , นิติศาสตร์มหาบัณฑิต (Rector’s Award for Academic Excellence) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ Master of laws (Harvard University) ด้วยทุนของสำนักงานศาลยุติธรรม

จากแพทย์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สู่เส้นทางผู้พิพากษา

โดยจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเรียนหมอนั้น ก็เพราะตอนเด็กๆ ผมเป็นโรคภูมิแพ้ ทั้งภูมิแพ้ผิวหนัง-ภูมิแพ้อากาศ ทำให้ต้องไปพบหมออยู่เป็นประจำ และคนในครอบครัวก็อยากให้เป็นหมอ พูดให้ฟังตลอดว่าเป็นหมอดีได้ช่วยเหลือผู้คนและมีเกียรติ ซึ่งตอนนั้นคณะยอดฮิตที่เด็กสายวิทย์ เลือกเรียนกันคือหมอ และวิศวะ เพื่อนๆ ในห้องก็เลือกเรียนกัน ส่วนผมไม่ชอบเลข ชอบเกี่ยวกับการท่องจำมากกว่า แต่คะแนนสอบเอนทรานซ์ของผมเลือกได้ทั้งหมอกับวิศวะ เมื่อคะแนนถึงผมก็เลยเลือกหมอ

กระทั่งตอนเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์แล้ว มีเพื่อนมาชวนเรียน ม.รามคำแหง หรือ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ควบคู่ไปด้วย ผมเห็นว่าสามารถเรียนได้โดยไม่หนักเกินไปเพราะพ้นช่วงที่ต้องผ่าอาจารย์ใหญ่แล้ว และเราก็อยากจะเรียนในศาสตร์ด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งวิชาเกี่ยวกับกฎหมายผมชอบอยู่แล้วผนวกกับความอยากรู้ด้วย จึงตัดสินใจเริ่มเรียนกฎหมายที่ มสธ. ในขณะที่ผมยังเรียนแพทย์อยู่ชั้นปี 2 เทอม 2 โดยสมัยนั้นคนที่เรียนแพทย์ก็หันมาเรียนกฎหมายกันมากขึ้นเพราะมีกระแสที่คนไข้ฟ้องร้องหมอ แพทย์หลายท่านเลยเห็นว่าต้องรู้กฎหมายควบคู่ไปด้วย ซึ่งผมก็ใช้เวลาเรียนกฎหมายเพียง 3 ปีครึ่ง

“โดยความเป็น ‘หมอ’ กับ ‘ผู้พิพากษา’ นั้นผมว่ามีส่วนคล้ายกัน คือเป็นงานที่เน้นบริการสาธารณะ Public service ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม ผู้พิพากษามอบความยุติธรรมให้สังคม - หมอรักษาคนไข้ก็ถือเป็นการดูแลสังคมเช่นกัน เป็นอาชีพที่ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นอาชีพที่ต้องอาศัยคนที่เรียนมาถึงจะทำได้ เรียกว่าวิชาชีพ ทั้งสองอาชีพนี้คือต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของคนที่มารับบริการ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนไข้ ส่วนการตัดสินคดีต้องให้เกิดความเชื่อถือศรัทธา เมื่อเขาเดือดร้อนจึงมาหา ดังนั้น ต้องเป็นที่พึ่งพาให้ผู้มารับบริการ”

ส่วนจุดเปลี่ยน....ที่สุดท้าย มาเลือกเป็น “ผู้พิพากษา” ก็เมื่อเริ่มเรียนแพทย์ชั้นปี 4 ต้องไปตรวจผู้ป่วยโดยการตามอาจารย์ดูคนไข้ในตึกผู้ป่วย และต้องอยู่เวร ก็เลยเห็นชีวิตจริงแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ชอบแบบนี้ คงไม่สามารถทำไปได้ตลอดชีวิต จนเรียนแพทย์ชั้นปีที่ 5 ตอนนั้นก็ใกล้เรียนจบกฎหมายแล้วได้ไปนั่งเรียนสอนเสริม มีโอกาสพบนายอำนาจ พวงชมภู (อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบคนแรก ) ท่านมาเป็นอาจารย์สอนเสริมที่ มสธ. ก็เลยเข้าไปถามท่านว่า อยากเป็นผู้พิพากษาต้องทำอย่างไรบ้างครับ? ซึ่งท่านอาจารย์อำนาจ บอกว่าต้องไปสอบตั๋วทนาย แล้วต้องไปว่าความที่ศาลเพื่อเก็บคดี จึงจะมีสิทธิสอบเป็นผู้พิพากษา ตอนนั้นก็กำลังตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนอาชีพ คิดว่าจะลาออกจากนิสิตแพทย์เลยดีไหม? แต่ที่บ้านบอกให้เรียนต่อเพราะเหลืออีกหนึ่งปีก็ได้รับปริญญาแล้วทำไมไม่เรียนให้จบก่อน

จากแพทย์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สู่เส้นทางผู้พิพากษา

“ผมมีความรู้สึกว่า เวลาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว อยากได้มีโอกาสตัดสินและวางหลักกฎหมายอย่างนั้นบ้าง ซึ่งก็เป็นการทำประโยชน์ให้สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า ทำไมรู้ว่าตัวเองชอบอะไรช้าเกินไป เพราะในสมัยก่อนไม่มีการเข้าค่ายต่าง ๆ เหมือนที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดในปัจจุบัน เช่น ค่ายต้นกล้าตุลาการ หรือในต่างประเทศ เช่น อเมริกาที่จะให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนทดลองเรียนหลายๆ วิชาแล้วค่อยเลือกวิชาเอกหรือสาขาที่สนใจ ที่เราจะได้มีโอกาสในการเรียนรู้ก่อนเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่ถูกต้องในการศึกษาต่อ พอผมสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มสธ.แล้ว จึงได้ลงเรียนระดับปริญญาโทที่ ม.อัสสัมชัญต่อเลย เพราะว่าจะทำให้มีสิทธิสอบสนามเล็กด้วย ตอนนั้นคิดว่าทำยังไงก็ได้ ให้เราได้มีโอกาสสอบผู้พิพากษาให้เร็วที่สุด และได้ลงเรียนที่สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา”

ขณะที่ “เขา” มองว่าแม้โอกาสที่หวังจะมาช้า แต่การที่ได้มีโอกาสเรียนแพทย์มาก่อนก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีวิธีการคิด วิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ หรือการคิดอย่างมีระบบ มองปัญหาให้รอบด้านดูบริบทหลายๆ อย่าง โดยการที่คนไข้มาหา ในฐานะแพทย์ ต้องคิดวิเคราะห์ว่าจะรักษาคนไข้คนนี้อย่างไร หากแพทย์คือผู้ที่รักษาชีวิตคน ผู้พิพากษาก็ถือว่ารักษาชีวิตคนและทรัพย์สินเหมือนกันเพราะว่าการจะตัดสินชีวิตคนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และจากที่มีประสบการณ์ทำงานการแพทย์เกือบ 2 ปีก่อนจะมาสอบเป็นผู้พิพากษาอย่างเต็มตัว “เขา” ได้ใช้องค์ความรู้ ผนวกกับประสบการณ์ ที่ได้รับมาจาก 2 อาชีพ เขียนบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Asia Pacific Journal of Health Law & Ethics

ซึ่ง “เขา” เล่าว่า บทความของผม คือเรื่อง “Informed Consent in Thailand : What Standard Is It? Which One Should It Be?” เป็นเรื่องเกี่ยวกับความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าว ผมมองว่าเรื่องนี้แม้ยังไม่มีคดีความเกิดขึ้นในศาลฎีกาและยังไม่มีการวางหลักเรื่องนี้ไว้โดยตรง แต่ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาจากการที่แพทย์ต้องให้ข้อมูลแก่คนไข้ในการรักษาต้องแจ้งผลกระทบให้คนไข้ได้ทราบ การยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าวเป็นหลักสากล คือก่อนที่แพทย์จะทำการรักษาคนไข้ต้องแจ้งให้คนไข้ทราบ และแจ้งอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต้องบอกข้อดี-ข้อเสีย หรือทางเลือกอื่นๆ ในการรักษา หรือผลของการปฏิเสธการรักษาเพื่อเป็นการปกป้องคนไข้ว่าจะเข้ารับการรักษาหรือไม่ หรือจะรักษาโดยวิธีอื่น ในอดีตที่ผ่านมาเวลาที่แพทย์รักษาคนไข้ก็สามารถที่จะทำได้เลยโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ หรืออาจไม่ต้องแจ้งถึงผลกระทบที่จะตามมา หรือมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรหลังจากที่ทำการรักษา

“ปัจจุบันสังคมเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นหลักสากล ว่าคนไข้ควรมีสิทธิในการรับรู้การรักษาของแพทย์และสามารถทราบถึงผลกระทบหลังจากทำการรักษา เป็นหลักที่ให้สิทธิคนไข้ในการที่จะเลือกการรักษาเกี่ยวกับตัวเขาเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่หมอจะทำอะไรก็ได้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นกฎหมายที่จะช่วยปกป้องคนไข้และคุ้มครองแพทย์หากได้แจ้งข้อมูลให้กับคนไข้อย่างชัดเจนแล้ว สำหรับเรื่องการแจ้งคนไข้ให้ได้รับทราบข้อมูลก่อนนั้น ซึ่งในประเทศไทยมี พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 8 ระบุว่าก่อนที่จะแพทย์จะทำการรักษาคนไข้ต้องแจ้งข้อมูลคนไข้ก่อน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับมากว่า 12 ปีแล้วยังไม่เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา หรือไม่เคยมีประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญและอาจมีผลกระทบต่อวงการแพทย์และต่อสิทธิเสรีภาพคนไข้ ผมเขียนบทความนี้เพื่อเสนอว่าประเทศไทยควรจะใช้มาตรฐานใด เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ต้องมาย้อนมองว่าประเทศไทยควรใช้แบบไหน เพราะคงไม่สามารถนำกฎหมายของต่างประเทศเกี่ยวกับทางการแพทย์มาใช้ได้ทั้งหมด คนไข้บางคนอาจจะไม่ได้ต้องการรับรู้ข้อมูลทุกอย่าง ซึ่งต้องยอมรับว่าคนไข้ในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะ หากรับรู้ข้อมูลทั้งหมดคนไข้บางคนอาจจะไม่ยอมเข้ารับการรักษา กฎหมายในประเทศไทยที่ใช้ในปัจจุบันก็ไม่เหมือนกฎหมายในต่างประเทศ กฎหมายของต่างประเทศมองว่ามาตรฐานในการแจ้งข้อมูลของแพทย์มีประโยชน์”

และจากความสำเร็จ ของการศึกษาจนจบทั้งแพทย์ เกียรตินิยม และแบ่งเวลาเรียนกฎหมาย จนจบหลักสูตรเข้าสอบเป็นผู้พิพากษาได้ ด้วยความตั้งใจและใช้เวลาฝ่าฟันสร้างความฝันของคนในครอบครัวและตัวเอง “ผู้พิพากษาขจรเดช” ได้ทิ้งท้ายถึงเคล็ดลับและให้กำลังใจถึงการสร้างความสำเร็จกับคนอื่นๆด้วยว่า การเรียนควบคู่ไปทั้ง 2 อย่างทั้งซึ่งเป็นวิชาคนละศาสตร์ เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

ฉะนั้นเวลาผมอ่านหนังสือจะตั้งใจมากเพราะเราไม่มีเวลาเหมือนคนอื่น โดยการวางแผนการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่สำคัญ สำหรับใครที่ต้องเรียนทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ขณะที่หากเรารู้ว่าชอบอะไรให้รีบทำเลย ไม่ต้องรอ เหมือนกับว่าเรา ปักธงไว้ทำให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน อยากจะฝากข้อคิดในเรื่องของอิทธิบาท 4 เป็นหนทางสู่ความสำเร็จ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เพียงแค่เราหาความชอบให้เจอ มีความพากเพียรพยายาม ความเอาใจใส่ และการคิดไตร่ตรองด้วยความรอบคอบ และที่สำคัญคือต้องประเมินตนเองว่า สิ่งนั้นเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเราสามารถจะทำให้สำเร็จขึ้นได้หรือไม่

“ผมเชื่อว่าเราสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่เรารักได้ ถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจน และอย่าละทิ้งความฝันของตนเอง ที่สำคัญคือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง รวมทั้งต้องมี mind set ที่ว่างานที่ตนเองทำอยู่ล้วนมีคุณค่าและมีเป้าหมายเสมอ เช่น ภารโรงที่ทำความสะอาดในองค์การ NASA เมื่อประธานาธิบดี John F. Kennedy ถามว่ากำลังทำอะไร เขาตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า เขากำลังส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์”

01/11/2024

# วันนี้มีบทความข้อคิดดีๆ มาฝากทุกท่านครับ

#จิตกรหนุ่มคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียง เขาได้พักอาศัยอยู่ในห้องเก่าๆ แคบๆ แห่งหนึ่ง เขาอาศัยการวาดภาพในการหล่อเลี้ยงชีวิต

#อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีคนหนึ่งเดินผ่านมาและเห็นฝีมือการวาดภาพของจิตกร เขารู้สึกพอใจและชอบเป็นอย่างยิ่ง เศรษฐีจึงว่าจ้างให้เขาวาดภาพเหมือนของตัวเองหนึ่งภาพ ตกลงสนทนาราคากันไว้ที่ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ

#เมื่อผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ภาพวาดของเศรษฐีก็สำเร็จเรียบร้อย เศรษฐีกลับมารับภาพตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่ครั้งนี้ เศรษฐีเกิดจิตคิดที่ไม่ดี บอกกับจิตกรหนุ่มว่า “เธอไม่ได้+เป็นจิตกรที่มีชื่อเสียง ฉันให้ราคาตามที่ตกลงกันไว้ไม่ได้หรอก!” เศรษฐีนึกกระหยิ่มในใจ “ภาพนี้ก็เป็นภาพของฉัน หากฉันไม่ซื้อ ใครจะโง่ยอมซื้อวะ? ในเมื่อไม่มีคนซื้อ ฉันจำเป็นต้องจ่ายในราคาที่แพงไปทำไม?” “ฉันให้ราคาภาพนี้แค่ ๓,๐๐๐ เหรียญ จะเอาหรือไม่เอา?”

#จิตกรหนุ่มตกตะลึง เหมือนโดนไฟฟ้าช็อตเป็นรอบที่สอง เพราะเขาไม่เคยเจอลูกค้าประเภทนี้มาก่อน จึงรู้สึกสับสน ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาอ้อนวอนเศรษฐีอยู่เป็นเวลานานสองนาน เพื่อให้เศรษฐียอมจ่ายให้ตามราคาที่ตกลงกันไว้ เขาบอกกับเศรษฐีว่า "คนเราต้องถือสัจจะเป็นที่ตั้ง"!

“อย่ามาโยกโย้ ฉันให้นายแค่ ๓,๐๐๐ พันเหรียญเท่านั้น!” เศรษฐีคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่า จึงได้ตะคอกกลับไปอีกว่า
“ฉันบอกนายเป็นครั้งสุดท้าย ๓,๐๐๐ เหรียญ จะขายหรือไม่ขาย?”

#จิตกรหนุ่มรู้ว่าอ้อนวอนไปก็เปล่าประโยชน์ ประกอบกับความรู้สึกไม่พอใจกับการถูกข่มเหง เขาจึงพูดกับเศรษฐีด้วยเสียงอันดังว่า “ไม่"! ผมไม่ขายรูปแผ่นนี้แล้ว และผมจะไม่ยอมรับความอัปยศที่คุณพยายามเสือกใสมาให้ผมเป็นอันขาด วันนี้คุณเป็นคนผิดสัจจะ วันข้างหน้าผมจะทำให้คุณต้องซื้อภาพนี้ในราคาที่สูงกว่านี้อีก ๒๐๐ เท่า”

“ตลกล่ะ ๒๐๐ เท่า ก็เท่ากับหกแสนเหรียญเชียวนะ ฉันจะโง่ซื้อภาพของตัวเองในราคาหกแสนเหรียญได้ยังไง?”
“งั้นผมก็จะรอคุณเป็นคนมาง้อขอซื้อภาพของคุณเองก็แล้วกัน!” พูดเสร็จ ชายหนุ่มก็ถือภาพนั้นเดินกลับเข้าบ้านไป ไม่สนใจชายเศรษฐีแม้แต่น้อย

#เหตุการณ์ที่จิตกรหนุ่ม ได้เผชิญกับความอัปยศที่เศรษฐียัดเหยียดมาให้ วันรุ่งขึ้น เขาย้ายไปอยู่เมืองอื่นด้วยความสะเทือนใจ

#เขาตัดสินใจเข้าเรียนศิลปะอย่างเป็นทางการ และเอาจริงเอาจังกับการวาดภาพอย่างเอาเป็นเอาตาย ฟ้าย่อมไม่ทำให้ผู้ทุ่มเทผิดหวัง ผ่านไป ๑๐ กว่าปี เขากลายเป็นจิตกรที่มีชื่อเสียง ในกลุ่มจิตกรที่ติดอันดับมีชื่อของเขาเป็นหนึ่งในนั้น

#ส่วนเศรษฐีคนนั้นล่ะ? หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นผ่านไปได้ ๒ วัน เขาก็ได้ลืมเรื่องราวนั้นไปและไม่เคยจำมาใส่ใจอีกเลย

#อยู่มาวันหนึ่ง สหายของเศรษฐีหลายคนต่างพากันมาเยี่ยมเขาที่บ้านโดยไม่ได้นัดหมาย “เกลอเอ๋ย มันเป็นสิ่งประหลาดมาก หลายวันนี้พวกเราได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการการภาพวาดของจิตกรผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่มีราคาแพงมาก และไม่ยอมให้มีการต่อรองราคาใดๆ ทั้งสิ้น แต่ภาพวาดนั้น เหมือนเกลอยังกะแกะ เกลอรู้ไหมภาพนั่นมีราคาเท่าไหร่? หกแสนเชียวนะภาพนั้นนะ! แต่ที่น่าขันก็คือ #ภาพนั้นมี่ชื่อว่า “โจร”

#เศรษฐีเหมือนถูกไม้หน้าสามตีกลางแสกหน้า ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผุดขึ้นมาเหมือนม้วนหนังที่ทำการฉายใหม่อีกครั้ง

#สิ่งที่เพื่อนของเขาเล่ามา ทำความเสียหายให้เขาเป็นอย่างยิ่ง เขารีบเดินทางไปที่จัดแสดงนิทรรศการภาพวาดแห่งนั้นในทันที พร้อมกับเข้าไปทำการขอโทษจิตกรหนุ่มผู้นั้นด้วยตัวของเขาเอง แถมยังยอมซื้อภาพนั้นกลับบ้านในราคาหกแสนเหรียญโดยไม่ขาดไม่เกินไปแม้แต่สตางค์เดียว

#เพราะอุดมการณ์ ที่ไม่ยอมแพ้ในครานั้น ทำให้ชายเศรษฐียอมกลับมาก้มหัวให้ในวันนี้ จิตกรหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า "ปิกัสโซ่"

#ไม่มีใคร สามารถทำร้ายคุณหรือยัดเหยียดความอัปยศอดสูมาให้คุณได้ นอกเสียจากตัวคุณเอง!

#เครดิต : นุสนธิ์บุคส์

Training & Consultant

10/03/2023

ชาย​ 2​ คน​ อยู่​บ้านติดกันต่างชอบปลูกต้นไม้เหมือนกัน​ คนหนึ่งเป็นหนุ่มวิศวะ​ เขาจะใส่ปุ๋ยรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ดอกไม้เจริญงอกงามเต็มสวนหย่อม

ส่วนผู้เฒ่าวัยเกษียน กลับไม่ได้ขยันเหมือนหนุ่มวิศวะ ดอกไม้ของผู้เฒ่าจึงทั้งโตช้า ต้นเล็ก แถมแคระแกน ดูเหมือนจะตายมิตายแหล่

"คืนวันหนึ่ง" เกิดพายุฝนพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง...ในตอนเช้าวันถัดมา วิศวะหนุ่มเห็นต้นไม้ ดอกไม้ ที่ตัวเองปลูกอย่างทนุถนอม มีอันล้มระเนระนาด ถอนรากถอนโคนขึ้นมาเกือบทั้งหมด
ซึ่งผิดกับสวนหย่อมของผู้เฒ่าที่แทบจะไม่เสียหายเลย

หนุ่มวิศวะถามผู้เฒ่าว่า ..
ท่านแทบจะไม่เคยดูแลต้นไม้และดอกไม้เลย แล้วทำไมต้นไม้และดอกไม้ของท่านถึงไม่เสียหายเลย
ผู้เฒ่าตอบว่า ...
เพราะเจ้าให้น้ำให้ปุ๋ยมากเกินไปไงล่ะ รากมันเลยไม่ไชลงดินลึก มันยังคงรอกินปุ๋ยและน้ำ
อยู่ใกล้ๆ ผิวดินที่เจ้าเติมให้ทุกวัน มันสบายเกินไป ทำให้อ่อนแอ ไม่สามารถต้านทาน ลมฟ้าอากาศที่รุนแรงได้

ส่วนผมให้ปุ๋ยและน้ำเพียงเล็กน้อย พอแก่การอยู่รอด ทำให้รากของมันต้องขวนขวายพยายามไชรากลงลึกๆเพื่อหาอาหารเอง
เหตุผลมีเท่านี้เองแหละ ...

"เช่นเดียวกัน" กับการเลี้ยงลูกของเรา มีพ่อแม่จำนวนมาก ที่ไม่ทันคิด หรือคิดไม่ทัน จนเป็นเหตุให้ลูกๆ เสียโอกาสที่จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมรคุณภาพ
การปกป้อง เป็นห่วง เลยกลายเป็นทำให้ลูกทุกอย่าง นั่นแหละที่เรียกว่า ลูกเสียโอกาสในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ

หลายๆเรื่องที่เด็กสามารถทำเองได้ในแต่ละช่วงวัย ต้องปล่อยให้ลูกหัดทำเอง พ่อแม่แค่คอยดู แนะนำและช่วยแก้ไขสิ่งที่ลูกทำไม่สำเร็จ
การลงมือทำแทนลูก อาจทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตัวเอง ...

"สังคมปัจจุบัน" มีสิ่งแวดล้อมที่เย้ายวนใจมาก ... ผิดกับในอดีตที่มีพ่อแม่บางคนไม่ร่ำรวย
ไม่มีอำนาจ และอาจไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ แถมเป็นคนชนบท แต่สามารถเลี้ยงดูลูกให้เป็นเถ้าแก่ใหญ่ได้ สามารถส่งเสียให้ลูกมีการศึกษาสูงๆได้...
.. ส่วนพ่อแม่ที่ให้ลูกทุกอย่าง
ทำแทนทุกอย่าง ปล่อยให้ลูกหมกมุ่นอยู่กับ สิ่งเย้ายวนของสังคมปัจจุบัน ย่อมทำให้ลูกกลายเป็นจุดอ่อน เป็นปมด้อยของครอบครัว ...
"การให้ที่มากเกินไป" อาจทำให้ดีเฉพาะจุดเริ่มต้น
แต่...อนาคต ก็ยากจะประสพความสำเร็จ ...

หลายวันก่อนผู้เขียนไปเข้าคิวทำธุระที่ธนาคาร ระหว่างนั่งรอคิว ได้คุยกับแม่บ้านคนหนึ่ง เธอบ่นว่า..ลูกตัวเอง ให้ฟังต่างๆนาๆ
เริ่มจากเรียนจบ ออกมาทำงาน
ทำที่ไหน ก็ทำได้ไม่นาน ตอนนี้กลับมา นั่งกิน นอนกิน อยู่บ้าน
ค่ากิน ค่าอยู่ ก็เงินพ่อแม่ บัตรเครดิตที่ใช้ส่วนตัว ก็ยังให้พ่อแม่จ่าย
พอฉันบ่น มันพาลโกรธ ทะเลาะเสร็จ ออกไปเช่าบ้านอยู่เอง
ค่าเช่าก็มาให้พ่อแม่จ่ายให้
"แม่บ้านคนนี้" กลัวทุกอย่าง กลัวลูกลำบาก กลัวไม่มีเงินใช้ บ่นก็คือบ่น แต่สุดท้าย ... ก็คือต้องมาเบิกเงินให้มันใช้
การที่ลูกทำตัวแบบนี้ ก็ต้องโทษพ่อแม่เป็นต้นเหตุ ลูกโตแล้วควรให้เขามีภาระรับผิดชอบตัวเอง การใช้เงินในกระเป๋าคนอื่น นานๆเข้ามักจะคิดว่า เป็นความชอบธรรมแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินของพ่อแม่ตัวเอง
.. การให้มากเกินไป เป็นผลเสียชนิดหนึ่ง!!

แปลและเรียบเรียง
โดย เจงเอี่ยม แซ่อึ้ง

Training & Consultant

 #จุดอ่อนในสายตาใคร อาจกลายเป็นจุดแข็งได้ถ้าใช้เป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ใฝ่ฝันจะเป็นนักกีฬายูโด แม้เขาจะพิการมีแขนข้างเดียวพ...
22/04/2022

#จุดอ่อนในสายตาใคร อาจกลายเป็นจุดแข็งได้ถ้าใช้เป็น
หนุ่มน้อยคนหนึ่ง ใฝ่ฝันจะเป็นนักกีฬายูโด แม้เขาจะพิการมีแขนข้างเดียว
พ่อแม่พาไปฝากให้เรียนกับอาจารย์ที่เก่งที่สุด แต่อาจารย์ปฏิเสธ
แต่หนุ่มน้อยตื๊อ นั่งคุกเข่าหน้าสำนักจนดึกดื่น จนอาจารย์ยอมแพ้ต่อความมุ่งมั่น
รับหนุ่มน้อยเป็นศิษย์ และบอกว่าจะสอนแค่พื้นฐาน และสอนท่าให้เพียงท่าเดียวเท่านั้น
โดยให้เหตุผลว่านักยูโดแขนเดียว อย่างเธอเรียนเท่านี้ก็มากเกินไปแล้ว
หนุ่มน้อยยอมรับเงื่อนไข นั่นเป็นจุดอ่อนที่เขายอมรับ แต่ไม่เคยยอมแพ้
อาจารย์ส่งหนุ่มน้อย เข้าแข่งขันรายการแรกในชีวิต ทุกคนทำใจไว้แล้ว
แต่ปรากฎว่า เขาผ่านเข้ารอบแรกอย่างง่ายดายด้วยท่าทุ่มท่าเดียว ที่ซ้อมมากว่า 6 เดือน
และเขา ผ่านเข้ารอบลึกๆ ด้วยท่าเดียว โดยการรอคู่ต่อสู้ขยับเข้าจังหวะทุ่มที่เขาถนัด
กว่าจะรู้ตัว เขาก็ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งคู่ต่อสู้ของเขาเป็นแชมป์เก่า
ตัวโต กว่า แข็งแรงกว่า และแทบจะไม่มีจุดอ่อนที่เขาจะเอาชนะได้เลย
แต่เขาก็กัดฟันรอและรอ จนคู่ต่อสู้เผลอลดการ์ด เขาจึงทุ่มลงพื้นด้วยท่าเดียวที่เรียนมา
และเป็นท่าที่พาเขาเป็นแชมป์ คิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน
เขากอดถ้วยรางวัลแน่น ถามอาจารย์ว่า "เซ็นเซ ทำไมผมถึงชนะได้ด้วยท่าทุ่มท่าเดียว???"
เซ็นเซ ยกแขนขึ้นกอดอก แล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า "เพราะท่าที่เซ็นเซ ถ่ายทอดให้เธอ
เป็นไม้ตายสุดยอดซึ่งมันมีท่าแก้อยู่เพียงท่าเดียวเท่านั้น คือการยึดมือซ้ายของคู่ต่อสู้
แล้วกระชากกลับ"
#บางทีจุดอ่อนที่ทุกคนมอง ก็อาจจะเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดได้เช่นกัน
บอกตัวเองว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ล้วนดีเสมอ
อย่ามัวแต่มองหาข้อเสีย จุดด้อย ของตัวเองอยู่เลย
ใช้สิ่งที่เรามีอยู่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บางคนมองว่าตัวเองแก่แล้ว เป็นจุดอ่อน ไร้ประโยชน์
แต่ที่จริง มีหลายอย่างที่เฉพาะคนแก่เท่านั้นที่ทำได้
อาชีพที่ปรึกษา คนแก่ที่มีประสบการณ์เยอะ ย่อมได้เปรียบคนหนุ่มไม่มีประสบการณ์
ช่วงโควิด คนตกงานที่มีวุฒิ ปวช. อาจหางานง่ายกว่า คนจบ ปริญญาโท
ในองค์กรย่อมต้องการตำแหน่งที่ปฏิบัติการ จำนวนมากกว่า ตำแหน่งบริหาร
สำรวจตัวเอง ชั่วโมงนี้มีดีอะไร งัดออกมาใช้เลยครับ
อย่ามัวนั่งน้อยใจในโชคชะตา วาสนา
แล้วคุณจะพบว่า ตัวเองมีดีมากกว่าที่ตัวเองคิด
#ไม่เลือกงาน ไม่อดตาย...Happy Friday krub.

Credit: ดัดแปลงจาก fw line

ดอกชบาไม่เคยอิจฉาดอกกุหลาบหญ้า…ถ้าอยู่ในกระถางต้นไม้ คือส่วนเกิน แต่ถ้าอยู่ในทุ่งกว้าง มันจะสวยสดงดงามเสมอเหรียญบาท…อยู่...
21/04/2022

ดอกชบาไม่เคยอิจฉาดอกกุหลาบ

หญ้า…ถ้าอยู่ในกระถางต้นไม้ คือส่วนเกิน แต่ถ้าอยู่ในทุ่งกว้าง มันจะสวยสดงดงามเสมอ

เหรียญบาท…อยู่ในร้านอาหาร เป็นแค่เศษเหรียญ แต่ถ้าไปอยู่หน้าห้องน้ำที่ต้องใช้เหรียญหยอด แม้แต่เศรษฐีพันล้านยังต้องการ

ทุก ๆ คน มีค่าเท่าเทียมกัน แต่ต้องอยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา รู้ว่าที่ไหนเหมาะกับเรา ที่ไหนที่เราจะมีค่ามากที่สุด

โลกนี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ ชบาไม่เคยอิจฉากุหลาบ กุหลาบไม่เคยอวดว่าตนราคาแพงกว่าในวันวาเลนไทน์

คุณนายตื่นสาย ไม่เคยสงสัยว่าทำไมไม่ตื่นเช้าเหมือนทานตะวัน พวกมันต่างเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเอง

แล้วก็ผลิบานออกดอกสวยงามให้เห็น ตามฤดูกาลที่มันควรจะเป็น

ทว่าคนเรามักจะสงสัย และยกตัวเองไปเปรียบเทียบว่า

ทำไมฉันไม่เหมือนคนอื่น ฉันไม่มีอย่างเขา ทำไมฉันไม่เป็นแบบนั้น ฉันไม่เป็นแบบนี้

ทำไมคนอื่น ๆ ถึงต้องการให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องรวยแบบนี้ ต้องเป็นแบบคนนั้น ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ

พาลพลาดโอกาสที่จะถามตัวเองว่า “จริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร” ตัวฉันมีความสำคัญต่อใคร และทำอะไรเพื่อใครได้บ้าง

ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ต้นไม้ทุกต้น ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

ไม่เสียเวลาไปกับการคิดฟุ้งซ่าน ดูแคลนตัวเอง หรือเปรียบเทียบคนอื่น

บางคนเรียนจบตอนอายุ 22 ปี แต่ต้องรออีก 3 ปี ถึงจะมีงานทำ

บางคนเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 25 แต่ต้องมาประสบอุบัติเหตุ จบชีวิตลงตอนอายุ 40 ปี

บางคนท้องก่อนแต่ง ขณะที่บางคนแต่งงานแล้ว แต่มีลูกไม่ได้

ประธานาธิบดีโอบามา วางมือจากการเมืองในอายุ 55 ปี ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีในวัย 70 ปี

แจ๊ค หม่า เคยโดนเคเอฟซีปฏิเสธรับเข้าทำงาน ไม่กี่สิบปีต่อมา เขาซื้อกิจการเคเอฟซีทั้งหมดในจีน

ทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ ต่างอยู่ใน T i m e z o n e ของตัวเอง ผู้คนรอบตัวเราบ้างก็โดดเด่นขึ้นก่อนหน้าเรา

บางคนก็ประสบความสำเร็จทีหลังเรา แต่ทุกคนกำลังวิ่งอยู่ในลู่ แข่งกับเวลาของตัวเอง

อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร จนเราหมดกำลังใจ อย่าประเมินใครต่ำเกินไป หรือดูถูกใครเด็ดขาด

เขาอาจกำลังทำงานอย่างหนักใน T i m e z o n e ของเขาอยู่ และเราก็ควรทำแบบนั้นเช่นกัน

ชีวิตของแต่ละคน มีช่วงเวลาที่จะสำเร็จ เพียงแค่ต้องรอคอยจังหวะเวลาเท่านั้น

ไม่มีหรอกคำว่า ล้มเหลว มีแต่ยอมแพ้แล้ว ล้มเลิก ไม่มีอะไรที่ “เร็วไป” หรือ “ช้าไป”

จงอย่าเปรียบเทียบความสำเร็จของเรา กับความสำเร็จของใคร

เพราะความสำเร็จของทุกคน มีช่วงเวลาที่เหมาะสมของมันเสมอ

๑๐ สิ่งที่ควรเปลี่ยน เพื่อประสบความสำเร็จ

๑. ให้เวลากับ “โลกรอบตัว” มากกว่า “โลกออนไลน์”

๒. พยายามเป็น “ผู้ให้” มากกว่า “ผู้รับ”

๓. เข้าใจ “เขา” ให้เท่ากับเข้าใจ “เรา”

๔. รู้จัก “ขอบคุณ” ให้มากกว่า “ขอโทษ”

๕. รับฟัง “คำติชม” ให้มากกว่า “คำชื่นชม”

๖. รู้ทัน “สิ่งภายใน” ให้มากกว่า “สิ่งภายนอก”

๗. เลิก “ตามหา” ความสุขแต่ หันกลับมา “มองเห็น” ความสุข

๘. เลิก “ตั้งคำถาม” แต่หาทาง “ค้นคำตอบ”

๙. เปลี่ยนการ “ตอกย้ำ” เป็นเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ให้ “เปลี่ยนแปลง”

๑๐. อยู่กับ “ปัจจุบัน” ให้มากกว่าอยู่กับ “ความทรงจำ”

ที่มา : t i m e p o s t 2 0 0 0

หลังจากทำงานมา  40 ปีในอาชีพช่างก่อสร้าง ลุงจอน ช่างที่เก่งที่สุดในบริษัท ก็ตัดสินใจที่จะเกษียณตัวเอง จึงไปขอลาออกกับเถ้...
22/09/2021

หลังจากทำงานมา 40 ปีในอาชีพช่างก่อสร้าง ลุงจอน ช่างที่เก่งที่สุดในบริษัท
ก็ตัดสินใจที่จะเกษียณตัวเอง จึงไปขอลาออกกับเถ้าแก่
เถ้าแก่จึงพูดว่า ก่อนออกเอ็งสร้างบ้านให้อีกเป็นหลังสุดท้ายได้มั้ย
ข้ามีที่ดินอยู่ริมทะเล อยากสร้างบ้านพักตากอากาศ
เอ็งอยากสร้างแบบใหน เอาให้สุด ตามใจเอ็งเลย
ด้วยความอยากออกเต็มที่แล้ว ลุงจอนจึงลงมือทำแบบลวกๆ
แบบบ้านธรรมดา วัสดุก็ธรรมดา แบบสร้างง่ายๆ เอาให้เสร็จเร็วที่สุด
เมื่อสร้างเสร็จจึงไปบอกเถ้าแก่.... เถ้าแก่จึงมอบโฉนดที่ดินพร้อมใบโอน
บอกว่า.... ที่ดินพร้อมบ้านหลังนี้ข้ายกให้เอ็งเป็นของขวัญเกษียณ เอาไปเลย
ตาจอนอึ้ง....เสียดาย ถ้ารู้ว่าจะเป็นบ้านของตัวเอง จะทำให้สุดหรูไปเลย
#เคสของตาจอน ก็ไม่แปลก เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังจะสร้างบ้านของตัวเอง
แต่พวกเรา ที่รู้อยู่แล้วว่า #สิ่งที่เราทำในวันนี้ จะกำหนดอนาคตเราในวันหน้า
ทำไมเราจึงไม่เลือกสิ่งดีๆ ให้ชีวิต ให้อนาคตของเราเอง
ทำไมเรายังเลือกกิน แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และมีโทษต่อร่างกาย
ทำไมเรายังพูด และทำ ในสิ่งที่ไม่เป็นผลดี ต่ออนาคตการงานของเรา
ทำไมเรายังใช้จ่ายเงิน ในสิ่งที่ไม่เป็นผลดีต่ออนาคตทางการเงินของเรา
#รู้แล้วเปลี่ยนซะ เป็นห่วงนะ
Credit : เค้าโครงจาก fw line นำมาเรียบเรียงใหม่

10/09/2021
09/10/2020

#ห้องเรียนนี้ไม่มียางลบ

ในห้องเรียนห้องหนึ่ง คุณครูได้กำหนดข้อตกลงกับเด็กๆ ทุกคนที่เข้ามาเรียนว่า

“ห้องเรียนของเราจะไม่มียางลบ เราจะไม่ใช้ยางลบกัน”

เด็กๆ ทุกคนถามคำถามกลับมาทันที “แล้วถ้าเราทำผิด เราจะใช้อะไรลบคะ”

คุณครู “เราไม่ต้องลบ หนูแค่ขีดกากบาท หรือ ทิ้งไว้และไปเขียนในส่วนอื่นของกระดาษแทน”

เด็กๆ ยังไม่หมดคำถาม

“ทำไมคุณครูถึงไม่อยากให้เราใช้ยางลบ ครูคนอื่นให้เราใช้ได้เลย ครูไม่อยากให้งานของเราสวยๆ เหรอคะ”

คุณครู “สำหรับครูงานสวยไม่ได้ดูแค่ร่องรอยที่เราวาด แต่ดูที่ความตั้งใจของเด็กๆ และครูอยากให้เราได้เรียนรู้... รู้จักระวัง คิดก่อนทำ คิดก่อนเขียนหรือวาด ข้อผิดพลาดของเรา เพื่อครั้งหน้าจะได้ไม่ทำพลาดแบบเดิม และให้ยอมรับในสิ่งที่ตนเองทำ"

เด็กๆ คนอื่นพยักหน้าอย่างเข้าใจและยอมรับในแนวทางที่คุณครูบอก

คาบเรียนนี้เป็นคาบเรียนแรกที่ห้องเรียนนี้ไม่มียางลบ ระหว่างที่เด็กๆ วาดภาพ
เด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาทันทีว่า “ครูคะหนูอยากได้ยางลบ หนูวาดผิดค่ะ”
คุณครู “ไม่เป็นไร หนูวาดตรงอื่น หรือ หนูจะขีดกากบาททิ้งก็ได้นะ”
เด็กหญิง “ไม่เอา ภาพหนูไม่สวยพอดี งั้นหนูขอกระดาษแผ่นใหม่เลยได้ไหมคะ”

ภาพของเธอนั้นมีทั้ง “บ้าน” “ภูเขา” “ทะเล” แต่จุดที่เธอทำพลาดนั้นเล็กมากๆ มีเพียงแค่เส้นยึกยือที่เธอตั้งใจนะวาดเป็นคลื่น แต่วาดโผล่พ้นเส้นที่แบ่งระหว่างทะเลกับท้องฟ้าเท่านั้น ความผิดพลาดของเธอเล็กมากๆ

“ความสวยงาม” คือ สิ่งที่เด็กๆ ทุกคนให้ความสำคัญ แต่จุดเล็กๆ ที่ผิดพลาดสามารถ ทำให้ทั้งภาพหมดความสวยงามได้เชียวหรือ?

คุณครู “ครูขอโทษนะ แต่ห้องเรียนนี้ไม่มียางลบ และครูคิดว่า หนูวาดมาตั้งเยอะแล้ว น่าเสียดายที่หนูจะทิ้งภาพนี้ไป หนูลองวาดเส้นนั้นให้เป็นอย่างอื่นดูไหม”
(แม้ว่า จุดผิดพลาดที่เธอทำจะเล็กมาก แต่คุณครูก็ไม่ได้ต้องการบอกว่า จุดนั้นมันเล็กน้อยนะ เพราะสำหรับเธอมันคงยิ่งใหญ่มาก)
เด็กหญิงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “หนูจะวาดเป็นเรือต่อจากเส้นนี้ได้ไหม”
คุณครู “เป็นความคิดที่ดีนะ ลองวาดดูนะ”

ไม่นานเด็กหญิงก็วาดเส้นต่อเติมเส้นที่ผิดพลาดให้กลายเป็นเรืออย่างที่เธอบอกคุณครูไว้

ก่อนหมดชั่วโมงเรียน...
เด็กหญิงเดินมาหาคุณครูแล้วพูดว่า
“ต่อไปนี้หนูจะไม่ใช้ยางลบแล้ว ทั้งที่บ้านและโรงเรียน”

คุณครู “อะไรทำให้หนูเปลี่ยนใจ?”
เด็กหญิง “วันนี้หนูลองวาดแก้เส้นที่หนูวาดผิดไป กลายเป็นสวยกว่าเดิมอีก”
คุณครู “นั่นสินะ หนูทำให้สิ่งที่หนูทำพลาดกลายเป็นส่วนที่เติมเต็มภาพได้สวยงามมากๆ เลย”
เด็กหญิง “เติมเต็ม?”
คุณครู “ทำให้สมบูรณ์มากขึ้น”
เด็กหญิง “ครูรู้ไหมหนูวาดอะไร?”
คุณครูตอบอย่างเถรตรง “ภูเขา บ้าน เมฆ ทะเล มีปลา ปู สายรุ้ง เรือ มีคนบนเรือด้วย”
เด็กหญิง “มีอีกไหมคะ”
คุณครู “น้ำ? ท้องฟ้า?”
เด็กหญิง “ความสุขค่ะ หนูวาดทุกอย่างยิ้ม”
ฟังคำตอบแล้วถึงกับยิ้มตาม

วันนี้เด็กหญิงได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญในชีวิต

“ชีวิตจริงเราไม่มียางลบ ถ้าเราทำผิดพลาด ทางออกมีแค่....
เราจะเผชิญปัญหา และพยายามแก้มันอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว เราควรยอมรับ แล้วก้าวข้ามผ่านมันไป สุดท้าย สิ่งที่เราควรมีในชีวิต คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนความไม่สบบูรณ์แบบนั่นเอง

แค่เพียงห้องเรียนไม่มียางลบ หรือ อุปกรณ์ลบคำผิด เด็กๆ ก็ได้เรียนรู้หลายอย่าง

(1) "คิดก่อนลงมือทำ"

ถ้าเรามียางลบ เราจะเขียน และวาดอย่างไม่ระมัดระวัง ถ้าเราไม่มีมัน เราจะตั้งใจ คิดก่อนทำ และพยายามระวังในการเขียนและวาดในแต่ละครั้งมากขึ้น

(2) “แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” และ “ฝึกความยืดหยุ่น"

ถ้าเรามียางลบ เราจะไม่มีโอกาสฝึกแก้ปัญหา เพราะเราจะลบมันทิ้ง แทนที่จะคิดว่าเราจะวาดหรือเขียนปรับแก้เป็นอย่างไรแทน

(3) “เรียนรู้ข้อผิดพลาด และไม่ทำมันผิดซ้ำ"

ถ้าเรามียางลบ เราจะลบข้อผิดพลาดของเราไป แล้วเราไม่ได้กลับมาทบทวนข้อผิดพลาดของเราในอนาคต เช่น ถ้าเราเขียนผิด แล้วเราลบมัน เมื่อมองกลับมา เราจะไม่รู้ว่า เรามักผิดพลาดที่คำไหน หรือ วาดตรงไหน แต่ถ้าเราทิ้งร่องรอยเอาไว้ เราจะได้กลับมาทบทวนมันในอนาคต

(4) “ยอมรับในข้อผิดพลาด และก้าวต่อไป"

เพื่อให้เรายอมรับข้อผิดพลาดของตนเอง
จุดเล็กที่ทำผิดพลาดบนกระดาษ เราต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาด แล้วมองภาพรวมมากกว่าจะจับจ้องแค่ข้อผิดพลาดนั้น

(5) “ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และปัจจุบันที่เราอยู่"

Cr : fw line.

สิ่งที่ควรรู้ เมื่ออายุ 50 อัพ1) ควรรู้ว่าในโลกแห่งความรัก ไม่มีใครผิดต่อใคร มีเพียงใครบางคนไม่รู้จักรัก-ถนอมใคร(2)  ควร...
21/09/2020

สิ่งที่ควรรู้ เมื่ออายุ 50 อัพ
1) ควรรู้ว่าในโลกแห่งความรัก ไม่มีใครผิดต่อใคร มีเพียงใครบางคนไม่รู้จักรัก-ถนอมใคร
(2) ควรรู้ว่าเมื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ก็ต้องดูแลร่างกาย ยิ่งไม่ประสบผลในหน้าที่การงาน ยิ่งต้องให้ตัวเองมีสุขภาพดี
(3) ควรรู้ว่า หากมีใครที่เข้าใจคุณ ก็เป็นวาสนายิ่ง แต่ถ้าไม่มีใครเข้าใจคุณ ก็จงรู้จักและเข้าใจตัวเองเถอะ
(4) ควรรู้ว่า เพื่อนที่ดี ต้องช่วยเหลือกันและกัน มิใช่เห็นแก่ผลประโยชน์เท่านั้น
(5) ควรรู้ว่า กินข้าวต้องกินทีละคำ งานต้องทำทีละอย่าง ทุกสิ่งล้วนมีขั้นตอน อย่าใจร้อน
(6) ควรรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีสองด้าน สิ่งที่ท่านคิดว่าผิด แต่ผู้อื่นอาจเห็นว่าถูก และสิ่งที่ท่านขวนขวายต่อสู้เพื่อได้มา อาจจะเป็นสิ่งที่คนอื่นกำลังพยายามสลัดทิ้งไป

(7) ควรรู้ว่าชีวิตจะดีหรือเลว อยู่ที่เราเอง ท่ามกลางอาหารอันโอชะ เครื่องดื่มเลิศรส แต่แฝงด้วยการเสแสร้ง-หลอกลวง มิสู้มีเพื่อนรู้ใจ 3-4 คน นั่งดื่มชาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ

(8) ควรรู้ว่า พี่น้องในสายเลือด คือของขวัญ อภัยกันนิด อดทนบ้าง จะทำให้จิตใจเรากว้างขึ้น สงบลง อบอุ่นขึ้น

(9) ควรรู้ว่า การปฏิบัติต่อบุพการี อย่าทำอย่างที่คนโง่ทำกัน คือเลี้ยงดูอย่างเสียไม่ได้ แต่พอสิ้นชีวิต กลับทำพิธีเซ่นไหว้ใหญ่โต เขาผจญความทุกข์ยากมามากมายเพื่อเลี้ยงดูเรา ทำดีต่อพวกท่าน ก็คือการกระทำดีต่อมโนสำนึกของเราเอง โทรศัพท์ทักทายท่านสักหน่อย ถามสารทุกข์ สุกดิบ และอดทนฟังท่านเล่าจนจบ พวกเขาก็พอใจแล้ว

(10) ควรรู้ว่า ตำแหน่งและเกียรติยศเป็นเพียงแก้วใบหนึ่ง แต่อุปนิสัยและการอบรมมา จึงจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแก้วนั้น ในแก้วผลึก ใช่ว่าจะมีแต่เหล้าองุ่นเลิศรส อาจจะเป็นเพียงน้ำสกปรก แต่ในจอกดินเผา อาจจะเป็นเมรัยชั้นเยี่ยมก็ได้

ข้อความนี้ขอมอบแด่เพื่อน 50 อัพ ของข้าพเจ้า จงดูแลสุขภาพใจ สุขภาพกายของตัวเองให้ดี

Credit : fw line

 #จงภูมิใจในตัวเองที่ต่อสู้มาจนถึงจุดนี้ถึงแม้วันนี้ อาจไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเราตอนนี้เราอาจกลายเป็นคนตกงาน ไม่ม...
20/05/2020

#จงภูมิใจในตัวเองที่ต่อสู้มาจนถึงจุดนี้
ถึงแม้วันนี้ อาจไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับเรา
ตอนนี้เราอาจกลายเป็นคนตกงาน ไม่มีรายได้
บางคนเคยหาได้เดือนเป็นแสน กลายเป็นศูนย์
ยิ่งนับตัวเลขรายได้ที่หายไปยิ่งเครียด
ยางคนรับไม่ได้ สูญเสียความภูมิใจ ในตัวเอง
กลายเป็นคนหงุดหงิด ฉุนเฉียว มีปัญหาครอบครัวตามมา
เข้าใจว่ามันเครียด โดยเฉพาะคนที่มีหนี้ต้องผ่อนทุกเดือน
แต่มัวแต่นั่งทุกข์ ทุกอย่างคงไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม
เพื่อนผมคนหนึ่งเป็น ผจก.โรงงาน ถูกลอยแพทั้งบริษัท
แต่เขาไม่เครียดเลย วันรุ่งขึ้นเขาทำแกงขายหน้าบ้านเลย
#เขาบอกว่าไม่ใช่ความผิดของกูที่บริษัทเขาปิดกิจการ
#ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่การหาเงินได้อย่างเดียวเท่านั้น
เราอาจจะกลับไปทำงานเดิมไม่ได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะทำอย่างอื่นไม่ได้นี่ครับ
นี่อาจเป็นโอกาสให้เราค้นพบความสามารถอื่นของตัวเอง
ตราบใดที่ร่างกายเรายังดี ใจยังสู้ เรายังมีโอกาสเสมอ
#เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป เอาใจช่วยทุกคนครับ

ความอดทนต่างกัน ชีวิตเลยต่างกันบางคน ทนไม่ได้ที่จะต้องทำงานลำบากแต่บางคนทนไม่ได้ ที่จะให้ครอบครัวอดอยากบางคนทนไม่ได้ ที่...
13/03/2020

ความอดทนต่างกัน ชีวิตเลยต่างกัน
บางคน ทนไม่ได้ที่จะต้องทำงานลำบาก
แต่บางคนทนไม่ได้ ที่จะให้ครอบครัวอดอยาก
บางคนทนไม่ได้ ที่จะใช้ของล้าสมัย
แต่บางคน ทนไม่ได้ที่จะต้องเสียเงินซื้อมันแพงๆ
บางคนทนไม่ได้ ที่ถูกหัวหน้าดุ
แต่บางคน ทนไม่ได้หากต้องตกงาน
บางคนทนไม่ได้หากถูก​มองว่าไม่สวย
แต่บางคนทนไม่ได้หากถูก​มองว่าไร้ศักดิ์ศรี
บางคนทนไม่ได้ที่ถูกทิ้ง
แต่บางคนทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รักไม่ได้
#ยิ่งทนได้มากโอกาสตกยากยิ่งมีน้อย

ที่อยู่

ชลบุรี
20000

เบอร์โทรศัพท์

0952459950

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Powerful Phaoผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Powerful Phao:

แชร์