Happy Lawyer นักรักกฎหมาย

Happy Lawyer นักรักกฎหมาย สารพันความรู้เกี่ยวกับกฎหมายในชีวิตประจำวัน มีมาอัปเดตให้เรื่อย ๆ อ่านเพลินแบบไม่งง
˖⚖️ ˚ ༘ ꊞ ☁️ ⌨️

16/09/2025

สายดื่มนั่งยาววววในร้าน ในช่วงเวลาห้ามขาย มีความผิดตามกฎหมาย 🍻

พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 กำหนดข้อห้ามบริโภคแอลกอฮอล์ในสถานที่ที่ขายแอลกอฮอล์ หรือให้บริการเพื่อการค้า ในเวลาห้ามขาย หากฝ่าฝืนมีความผิด โทษปรับเป็นไม่เกิน 10,000 บาท

** หมายเหตุ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568)

#สำนักการสอบสวนและนิติการ
#กรมการปกครอง

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ                 หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคนก็มีหน้าที่เหมือนกัน คือ...
01/09/2025

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ
หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคนก็มีหน้าที่เหมือนกัน คือ การรวบรวมทรัพย์สินมรดก ทำบัญชีมรดก ชำระหนี้สินของเจ้ามรดก และแบ่งปันทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม เพียงแต่ต่างกันตรงที่ หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน โดยการตัดสินใจสำคัญใด ๆ ต้องอาศัยเสียงข้างมาก เว้นแต่พินัยกรรมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หากเสียงเท่ากัน ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดได้
❁ หน้าที่โดยละเอียดของผู้จัดการมรดกหลายคน
1. รวบรวมทรัพย์สินมรดก
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของผู้เสียชีวิตมาไว้ในความดูแล
2. จัดทำบัญชีมรดก
จัดทำรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายให้ถูกต้อง เพื่อให้ทราบสถานะทางการเงินของกองมรดก
3. ชำระหนี้สิน
ชำระหนี้สินที่เจ้ามรดกติดค้างอยู่แก่เจ้าหนี้ของเจ้ามรดก
4. จัดการทรัพย์สิน
ดำเนินการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป โดยต้องกระทำในทางที่เป็นประโยชน์ต่อกองมรดกเท่านั้น
5. แบ่งปันมรดก
แบ่งปันทรัพย์สินที่เหลือหลังจากชำระหนี้สินแล้ว ให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือผู้รับพินัยกรรม ตามที่กฎหมายหรือพินัยกรรมกำหนด
❁ หลักการตัดสินใจเมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน
การกระทำใด ๆ ที่สำคัญในการจัดการมรดกจะต้องตัดสินใจโดยอาศัยเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดกทุกคน ยกเว้นหากพินัยกรรมกำหนดวิธีการตัดสินใจเป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือตามข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้น และอีกหนึ่งหลักคือการชี้ขาดของศาล หากผู้จัดการมรดกมีจำนวนเท่ากันและไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดแทนเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
✿ หลักกฎหมาย
ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 มรดกลักษณะ 4 วิธีการจัดการและปันทรัพย์มรดก หมวด 1 ผู้จัดการมรดก ว่าด้วยการจัดตั้งผู้จัดการมรดกคนเดียวหรือหลายคน และวิธีการจัดการมรดก ซึ่งมาตรา 1726 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีผู้จัดการมรดกหลายคนซึ่งต้องตกลงกันด้วยเสียงข้างมาก เมื่อตกลงกันได้แล้วจึงดำเนินการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน ทำการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดก กับการแบ่งปันทรัพย์มรดก
ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด 2 ว่าด้วยการรวบรวมจำหน่ายทรัพย์มรดกเป็นตัวเงิน และการชำระหนี้กับแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งมาตรา 1736 วรรคสองบัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่น ฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ ดังนี้ จะเห็นได้ว่าการกระทำในทางธรรมชาติของการจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น บางกรณีไม่อาจกระทำได้ด้วยผู้จัดการมรดกพร้อมกันทุกคน เช่น การครอบครองทรัพย์มรดก การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก การขอถอนผู้จัดการมรดก และไม่จำต้องกระทำการพร้อมกันทุกคน เช่น การทำนิติกรรม การรับชำระหนี้จากลูกหนี้ การชำระหนี้จากเจ้าหนี้ การฟ้องร้องและการต่อสู้คดี เป็นต้น
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1726
ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด
มาตรา 1736
ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดก หรือผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัว ยังไม่ได้รับชำระหนี้ หรือส่วนได้ตามพินัยกรรมแล้วทุกคน ให้ถือว่าทรัพย์มรดกยังคงอยู่ในระหว่างจัดการ
ในระหว่างเวลาเช่นว่านั้น ผู้จัดการมรดกชอบที่จะทำการใด ๆ ในทางจัดการตามที่จำเป็นได้ เช่นฟ้องคดีหรือแก้ฟ้องในศาลและอื่น ๆ อนึ่ง ผู้จัดการมรดกต้องทำการทุกอย่างตามที่จำเป็น เพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกภายในเวลาอันเร็วที่สุดที่จะทำได้ และเมื่อเจ้าหนี้กองมรดกได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องทำการแบ่งปันมรดก
❀ คำพิพากษาฎีกา
ฎีกา 3681/2567 (สรุปย่อ)
กฎหมายมิได้บัญญัติว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น ต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมพร้อมกันทุกคนทุกคราวไป เพียงแต่ต้องกระทำการด้วยตนเอง เว้นแต่จะกระทำการโดยตัวแทนได้ตามอำนาจที่ให้ไว้ชัดแจ้งหรือโดยปริยายในพินัยกรรมหรือโดยคำสั่งศาล เนื่องเพราะผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อทายาทและบุคคลภายนอกดังเช่นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 และ 1723 ฉะนั้น การกระทำใดของผู้จัดการมรดกคนหนึ่งหรือหลายคนโดยมีผู้เห็นด้วยเป็นส่วนมาก หรือได้รับความยินยอมของผู้จัดการมรดกคนอื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมาก หาจำต้องให้ผู้จัดการมรดกเสียงส่วนข้างน้อยเข้าร่วมจัดการด้วยไม่
ฎีกาที่ 2295/2565
จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ซึ่งมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันได้แก่การแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนเท่านั้น แม้ในการจัดการมรดกทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท จำเลยที่ 1 อาจทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายมรดกได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาท แต่ต้องเป็นการกระทำเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกโดยประการอื่นได้ การที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือไม่ได้ว่าเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากแต่เป็นการกระทำใด ๆ กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยทุจริต แม้จำเลยที่ 1 จะกระทำโดยอาศัยสิทธิการเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจกระทำได้ หากปราศจากความยินยอมของทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะรับฟังว่าซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะจำเลยที่ 3 ซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งขายที่ดินพิพาทแล้วเบียดบังเอาเงินที่ขายได้ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันมิใช่เป็นการทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปตามที่กฎหมายให้อำนาจผู้จัดการมรดกให้กระทำได้ จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขาย การที่โจทก์และ อ. ซึ่งเป็นคู่สมรสและบุตรของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์และทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกได้มาซึ่งที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมไม่อาจอ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 3 ซึ่งซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จึงมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3
ฎีกาที่ 3502/2564
คดีก่อน น. ฟ้องจำเลยที่ 20 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 20 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงขายที่ดินพิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือให้สัตยาบันจาก น. เป็นการจัดการมรดกโดยมิชอบ สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพัน น. จนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งเป็นของ น. สองในสามส่วนอันเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1462 วรรคสอง (เดิม) ส. ผู้เป็นสามีมีอำนาจจำหน่ายสินบริคณห์ได้แต่ผู้เดียวโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจาก น. ภริยาก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1468 (เดิม) และมาตรา 1473 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น ส. ย่อมมีอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์รวมทั้งในส่วนที่เป็นสินสมรสของ น. ให้แก่ผู้อื่นได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจาก น. ก่อน จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. คู่สัญญาให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ ส. ทำไว้ก่อนตายได้ การที่จำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์สินของ ส. เพื่อชำระหนี้ที่ ส. มีความรับผิดอยู่ก่อนตาย และเพื่อนำทรัพย์สินที่เหลือมาจัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ส. ตามกฎหมาย อันเป็นการจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ตามหน้าที่ที่จำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 หาใช่เป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่ของผู้จัดการมรดกไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพัน น. รวมทั้งโจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของ น. จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 20 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จะโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วและผูกพันโจทก์เพื่อให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นอย่างอื่นว่า ส. ไม่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 20 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหาได้ไม่
﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #ผู้จัดการมรดก #ผู้จัดการมรดกหลายคน #หน้าที่ของผู้จัดการมรดก #บทความกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎการบุกรุกเคหสถานตามกฎหมายไทย คือ การที่บุคคลใดก็ตามเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเ...
19/08/2025

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ

การบุกรุกเคหสถานตามกฎหมายไทย คือ การที่บุคคลใดก็ตามเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร เคหสถานในที่นี้หมายรวมถึงบ้านพักอาศัย, อาคารเก็บรักษาทรัพย์, หรือสำนักงานที่อยู่ในความครอบครองของผู้อื่น หากเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเข้าไปแล้วเจ้าของพบเห็นแล้วไล่ไม่ยอมออก ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

▶ จะผิดข้อหาบุกรุกเคหสถาน พิจารณาจากองค์ประกอบใด ?
1. เข้าไป หรือซ่อนตัวอยู่โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยจะต้องเป็นลักษณะเข้าไปทั้งตัว มิใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง และต้องเป็นการเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่น นาย A บุกรุกเข้าไปในร้านของ นาย B แล้วทำร้าย นาย C หรือเป็นการบุกรุกเพื่อเข้าไปทำร้ายคนในบ้าน หรือเป็นการอ้างการใช้อำนาจที่เหนือกว่าแต่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้รับแจ้งจาก ก. ให้ติดตามสืบถามขอคืนไม้ที่หายจากโจทก์ ว่าเห็นโจทก์เอาไม้ไป จำเลยกับพวกก็เข้าค้นเรือนโจทก์ รื้อข้าวของกระจัดกระจาย ทั้งนี้ โดยไม่มีหมายค้น บิดาโจทก์ห้ามก็ไม่ฟัง ทั้งไม่ได้ความแน่ชัดด้วยว่าไม้นั้นอยู่ในเรือนโจทก์
เว้นแต่ถ้า ผู้กระทําเข้าไปในอาคารนั้นโดยมีอํานาจหรือโดยความยินยอมของผู้ครอบครอง ถือว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก เช่น ตำรวจเข้าค้นโดยเข้าเหตุที่ค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น หากไม่ทำการตรวจค้นเสียในวันเกิดเหตุ ของที่อยู่ในบ้านอาจถูกขนไปเสีย , หรือจำเลยรู้จักกับผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก
และการได้รับความยินยอมในที่นี้ รวมถึงผู้อาศัยเป็นผู้อนุญาตให้เข้าไปด้วย เช่น พ. มาอยู่บ้านผู้เสียหายซึ่งเป็นน้องสาว ตอนดึกคืนเกิดเหตุ จําเลยเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย โดย พ. นัดให้จําเลยมา จึงไม่ใช่เป็นการเข้าไปในบ้านผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต จําเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก แม้ พ. จะเป็นเพียงผู้อาศัยผู้เสียหาย ก็ไม่ทําให้การกระทําของจําเลยกลายเป็นบุกรุก

2. ไม่ยอมออกเมื่อห้ามไม่ให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก
ถึงแม้การเข้าไปนั้นจะมีเหตุอันสมควรก็ตาม แต่ถ้าหากผู้มีสิทธิหรือผู้ที่ครอบครองสถานที่นั้นจะหวงห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ออกและไม่ยอมออก ย่อมเป็นความผิด ความผิดจึงเกิดขึ้นเมื่อละเว้นไม่ยอมออกจากสถานที่นั้น แต่หากเป็นการเช่า เช่น ผู้เช่าซึ่งอยู่ในสถานที่เช่าต่อไปทั้ง ๆ ที่สัญญาเช่าหมดอายุแล้ว แม้ผู้ให้เช่าบอกให้ออกแต่ไม่ยอมออก ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 364 เพราะผู้ให้เช่าจะไล่ออกเองไม่ได้ จะต้องฟ้องร้องบังคับโดยใช้อํานาจทางศาล

▶ คำว่า “เคหสถาน” ครอบคลุมถึงพื้นที่ อาคารใดบ้าง ?
เคหสถาน หมายถึง สถานที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย ไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม
ไม่เพียงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย ยังหมายความรวมถึง สิ่งปลูกสร้างใด ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาทรัพย์ เช่น โกดังสินค้า คลังสินค้า โรงพักสินค้า เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทําขึ้นเพื่อเก็บรักษาทรัพย์ให้ปลอดภัย ดังนั้น โรงซึ่งเก็บโคกระบือที่สร้างในลักษณะถาวร ก็อยู่ในความหมายของอาคารเก็บรักษาทรัพย์ด้วย
และยังรวมถึงสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น คือ ที่ทําธุรกิจของเอกชน หรือจะเป็นของทางราชการก็ได้ เช่น บริเวณที่ทําการตํารวจกองกํากับการ สํานักงานนี้ไม่จําต้องเป็นอาคาร อาจเป็นสถานที่ทําการชั่วคราว เช่น สํานักงานของนายช่างผู้ควบคุมการก่อสร้าง หรือแม้มีการตั้งกระโจมไว้เพื่อทํางานเพียงชั่วคราว

📌 หลักกฎหมาย
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 362
ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 363
ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ยักย้ายหรือทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 364
ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอมออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 365
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ
(3) ในเวลากลางคืน
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


มาตรา 366
ความผิดในหมวดนี้ นอกจากความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้

⛴ คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ฎีกาที่ 3797/2543
พฤติการณ์ที่จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์ แม้เดิมจะเคยเข้าไปอันเป็นการถือวิสาสะทำให้ไม่เป็นความผิด แต่เมื่อโจทก์กับสามีไล่ให้ออกจากบ้าน จำเลยไม่ยอมออกลากตัวออกไปยังกลับเข้ามาอีก จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ส่วนในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 10 มิถุนายน 2537) จำเลยเข้าไปในบ้านโจทก์อีก โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์หรือสามีโจทก์อนุญาต จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง
ตามเอกสารการร้องทุกข์ได้ระบุข้อความว่า "และต่อมาในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 7.00 นาฬิกา จำเลยได้มาที่บ้านอีกครั้ง พร้อมกับได้พูดยืนยันตามที่ได้พูดเมื่อคืนเป็นความจริง"จากข้อความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในวันที่ 10 มิถุนายน 2537 แล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องระบุถึงมาตราความผิดแต่ประการใด

ฎีกาที่ 8832/2559
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านเลขที่ 90/74 หมู่ที่ 4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ในความผิดฐานนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านของโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าไปด่าโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นการแสดงว่าเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #บุกรุกเคหสถาน #บุกรุก #กฎหมายอาญา #โทษบุกรุกเคหสถาน #บทความกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ การละเมิดทางการแพทย์ (Medical Negligence) หมายถึง การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของบุ...
15/08/2025

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ

การละเมิดทางการแพทย์ (Medical Negligence) หมายถึง การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือผิดพลาด ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย โดยอาจเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย หรือทรัพย์สิน ยกตัวอย่างเช่น การผ่าตัดผิดพลาด, การวินิจฉัยโรคผิดพลาด หรือการวินิจฉัยล่าช้า, การให้ยาผิดพลาด, การดูแลรักษาไม่เพียงพอหรือการไม่ให้การรักษาที่เหมาะสม และการละเลยข้อมูลสำคัญของผู้ป่วย อย่างประวัติผู้ป่วยที่แพทย์ไม่มีการสอบถามโดยละเอียด จนอาจส่งผลทำให้การวินิจฉัยโรค และการรักษามีความคลาดเคลื่อนได้

֍ การฟ้องแพทย์ในเหตุละเมิดจากการรักษา ฟ้องที่ไหน ?
การฟ้องร้องแพทย์ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากการรักษาพยาบาลนั้น โดยทั่วไปจะฟ้องที่ ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งที่เกี่ยวกับการละเมิด ในการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลผิดพลาดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
หากการกระทำของแพทย์เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา เช่น การกระทำโดยเจตนาทำให้เกิดความเสียหาย หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส ก็อาจมีการฟ้องร้องในศาลอาญาได้ด้วย
นอกจากการฟ้องร้องแล้ว ผู้เสียหายยังสามารถร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานราชการ เพื่อให้มีการตรวจสอบและดำเนินการทางจริยธรรมหรือทางวินัยกับแพทย์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

֍ แพทย์ปลอม หมอปลอม หมอเถื่อน มีความผิดตามกฎหมายอย่างไร ?

การแอบอ้างเป็นแพทย์ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่นที่กำลังป่วย และจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์จริง ฉะนั้นบทลงโทษในเบื้องต้นแรกหากมีการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 27 หรือ 28 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากได้มีการทำการรักษาผู้ป่วยแล้วประมาทเลินเล่อทำเขาตาย ก็มีความผิดฐานอาญาอีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ในส่วนของการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งบัตรแพทย์ หรือเลขใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และปลอมข้อมูลผ่านเว็บไซต์แพทยสภาอีกทางหนึ่ง

❂ หลักกฎหมาย
พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
https://tmc.or.th/download/law-medical_2525.pdf

พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
https://law.dit.go.th/Upload/Document/a283d96f-3d38-4844-8b44-f146ced68e25.pdf

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 291
ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

✽ คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ฎีกาที่ 3739/2560
การวิเคราะห์โรคของผู้ป่วยนั้นต้องกระทำเป็นขั้นตอนโดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์ ผู้ที่สามารถกระทำเช่นนี้ได้จึงต้องเป็นแพทย์เท่านั้น ที่โจทก์อ้างขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์โรคจำเลยที่ 1 ยังไม่ถูกต้องสมควรตามมาตรฐานและหลักวิชาการแพทย์นั้น นายแพทย์ จ. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยหูและฐานกะโหลกศีรษะ ภาควิชาโสตศอนาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับหู เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 โจทก์มาพบพยานแจ้งอาการว่าหูไม่ได้ยิน พยานตรวจหูทั้งสองข้างพบว่าประสาทหูของโจทก์ผิดปกติ จึงส่งโจทก์ไปตรวจการได้ยินด้วยเครื่องวัดการได้ยินได้ผลว่าโจทก์มีประสาทหูทั้งสองข้างเสื่อมจริงโดยข้างซ้ายหนวกสนิทข้างขวายังมีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง แต่เสื่อมระดับรุนแรง วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 พยานได้ตรวจร่างกายโจทก์เพิ่มเติมพบว่าโจทก์มีอาการหน้าซีกซ้ายชา ลิ้นซีกซ้ายทำงานผิดปกติ เมื่อได้ความเช่นนั้นจึงส่งตรวจด้วยเครื่องเอกซ์เรย์คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเครื่องเอ็มอาร์ไอพบว่ามีก้อนเนื้องอกที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 ทั้งสองข้าง ซึ่งเห็นได้ว่าขั้นตอนและวิธีในการตรวจผู้ป่วยของนายแพทย์ จ.ก็ไม่ต่างไปจากการตรวจรักษาของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้เมื่อย้อนดูประวัติที่โจทก์ไปรับการตรวจรักษากับแพทย์อื่นในโรงพยาบาลลำพูนหลังการตรวจรักษากับจำเลยที่ 1 จึงน่าเชื่อว่าขณะรับการตรวจรักษาจากจำเลยที่ 1 และแพทย์อื่นในโรงพยาบาลลำพูน อาการของโจทก์ยังไม่ปรากฏให้เป็นข้อสงสัยว่าโจทก์เป็นโรคนิวโรไฟโปรมาโตซิส ไทน์ทู อันจะต้องส่งโจทก์ไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นที่มีเครื่องมือดีกว่าโรงพยาบาลลำพูน เชื่อว่าการตรวจวินิจฉัยโรคของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์เป็นการใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานหลักวิชาชีพแพทย์โดยทั่วไปอย่างละเอียดเหมาะสมแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ผลการวินิจฉัยผิดพลาดของจำเลยที่ 1 ทำให้จิตแพทย์ของโรงพยาบาลลำพูนส่งโจทก์ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลโรคจิตโดยเฉพาะส่งผลให้อาการของโจทก์กำเริบหนักขึ้นนั้น เห็นว่า นายแพทย์ ว. เป็นผู้วินิจฉัยว่าโจทก์มีอาการทางจิตและส่งตัวโจทก์ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง โดยวิเคราะห์จากอาการที่ปรากฏในขณะที่โจทก์มารับการรักษากับนายแพทย์ ว. ประกอบกับคำยืนยันของมารดาโจทก์ในขณะนั้น หาได้เป็นการวินิจฉัยโรคและสั่งการของจำเลยที่ 1 หรือใช้ข้อมูลจากใบรับรองแพทย์ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ในการวินิจฉัยโรคของโจทก์แต่อย่างใดเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

ฎีกาที่ 3038/2566
โจทก์เข้าทำสัญญาศัลยกรรมความงามโดยพบโฆษณาของจำเลยที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ยูทูบที่แสดงไว้ในวิดีโอคลิป และมีการสนทนากับจำเลยที่ 1 หรือตัวแทนผ่านทางแอปพลเคชันไลน์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฯ มาตรา 11 เมื่อเป็นการโฆษณาที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริงจำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้บริการทางการแพทย์ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ซึ่งมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/30

ฎีกาที่ 5009/2562
แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 วินิจฉัยอาการผิดพลาดเนื่องจากโจทก์มิได้ตั้งครรภ์นอกมดลูก แต่เป็นการตั้งครรภ์ภายในมดลูกและเป็นภาวะที่แท้งบุตรไม่ครบ ซึ่งอาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยการขูดมดลูกหรือวิธีการอื่นโดยไม่จำต้องผ่าตัดตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่กรณีจะถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ นอกจากต้องพิจารณาจากมาตรฐานการรักษาตามวิชาชีพของแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบวิธีปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยทางด้านสูตินรีเวชแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์แห่งคดีและเหตุผลประการอื่นประกอบด้วย เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยของแพทย์และนำไปสู่วิธีการรักษาที่ไม่เหมือนกันได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าแพทย์ได้ตรวจรักษาผู้ป่วยโดยปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพแพทย์เฉพาะทางนั้นด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์จำเป็นที่ต้องให้การบำบัดรักษาผู้ป่วยโดยเร็วเพื่อให้พ้นจากความเสี่ยงภัยอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายด้วยแล้ว แม้ผลการรักษาจะไม่เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของแพทย์ที่ให้ไว้ก็ตาม กรณีย่อมไม่อาจถือว่าแพทย์ผู้นั้นกระทำประมาทเลินเล่อ เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตั้งครรภ์ของโจทก์ตามความรู้ความสามารถโดยปฏิบัติถูกต้องตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเหมาะสมกับสภาวการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการละเมิด

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #การละเมิดทางการแพทย์ #หมอเถื่อน #การรักษาพยาบาลผิดพลาด #กฎหมายเกี่ยวกับแพทย์ #บทความกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ  การเสี่ยงโชคหรือการลุ้นรางวัลเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ และถือว่าเป็นความหวังข...
13/08/2025

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ

การเสี่ยงโชคหรือการลุ้นรางวัลเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ และถือว่าเป็นความหวังของคนทุกวัย อย่างในวันนี้ทางเพจของเราขอหยิบยกฎีกาใหม่ของปี 2568 ฎีกาที่ 809/2568 ที่เกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ซึ่งเนื้อหาและที่มาที่ไปของฎีกานี้เป็นอย่างไรนั้น เลื่อนลงมาอ่านพร้อม ๆ กันเลย

❁ ฎีกาที่ 809/2568
“จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี จึงเป็นการเอาไปโดยถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้นไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง”
การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจได้โดยจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่เอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลให้แก่โจทก์ร่วม จึงเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปโดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่อย่างไรก็ดีเมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้วจำเลยกลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป เมื่อโจทก์ร่วมทวงถามก็ไม่ยอมคืนให้แก่โจทก์ร่วมโดยปราศจากเหตุผลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเอง หรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
❂ ข้อเท็จจริงของฎีกาฟังได้ว่า
โจทก์ร่วมได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้จำนวน 48 ฉบับ และกำลังตรวจรางวัล โดยตรวจไปแล้วบางส่วน คือ 5 ฉบับ ก่อนลุกไปทำธุระในร้านค้าของตน จำเลยได้ดึงเอาสลากฯที่ยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับไปตรวจ โดยอ้างว่าจะช่วยตรวจให้ โจทก์ร่วมก็ยินยอม แต่เมื่อโจทก์ร่วมกลับมาทวงถามผลสลากฯที่จำเลยช่วยตรวจ จำเลยกลับไม่คืนให้ อ้างว่าตรวจให้แล้วไม่ถูกรางวัล และได้ทิ้งสลากฯนั้นไปหมดแล้ว แต่ไม่พบหลักฐานว่าทิ้งที่ไหน ทิ้งจริงหรือไม่

ซึ่งในชั้นศาลจำเลยได้อ้างว่าตนเข้าหุ้นซื้อสลากฯด้วย แต่ไม่สามารถนำสืบข้อเท็จจริงได้ว่าตนมีหุ้นในสลากฯนั้นจริง พยานฝ่ายโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือได้มากกว่าว่าโจทก์ร่วมนั้นเป็นเจ้าของสลากแต่เพียงผู้เดียว

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่ใช่การลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ เพราะโจทก์ร่วมยินยอมให้ถือสลากฯตรวจรางวัล และจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี แต่เมื่ออ้างว่าตรวจผลรางวัลเสร็จแล้ว กลับไม่ยอมคืนโดยไม่มีเหตุอันควร จึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ผู้อื่นโดยทุจริต

✪ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 335
ผู้ใดลักทรัพย์
(1) ในเวลากลางคืน
(2) ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ
(3) โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ
(4) โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า หรือเข้าทางช่องทางซึ่งผู้เป็นใจเปิดไว้ให้
(5) โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้าหรือทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้
(6) โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน
(7) โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป
(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้น ๆ
(9) ในสถานที่บูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ท่าอากาศยาน ที่จอดรถหรือเรือสาธารณะ สาธารณสถานสำหรับขนถ่ายสินค้า หรือในยวดยานสาธารณะ
(10) ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์
(11) ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
(12) ที่เป็นของผู้มีอาชีพกสิกรรม บรรดาที่เป็นผลิตภัณฑ์ พืชพันธุ์ สัตว์หรือเครื่องมืออันมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรมหรือได้มาจากการกสิกรรมนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท

ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ในอนุมาตราดังกล่าวแล้วตั้งแต่สองอนุมาตราขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ถ้าความผิดตามวรรคแรกเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็นโค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบกสิกรรม ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในมาตรานี้ เป็นการกระทำโดยความจำใจหรือความยากจนเหลือทนทาน และทรัพย์นั้นมีราคาเล็กน้อย ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 334 ก็ได้

มาตรา 336
ผู้ใดลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ถ้าการวิ่งราวทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามแสนบาท

มาตรา 352
ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #ยักยอกหวย #สลากกินแบ่งรัฐบาล #ยักยอกทรัพย์
#ฎีกาใหม่ #ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น #บทความกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎจริงอยู่ที่ว่าเมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่เป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมเปรียบเสมือนเป็นคนคนเดียวก...
12/08/2025

-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ

จริงอยู่ที่ว่าเมื่อตกลงใช้ชีวิตคู่เป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมเปรียบเสมือนเป็นคนคนเดียวกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมแก้ไข แต่บางครั้งการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนำปัญหามาสู่ครอบครัว อย่างเช่นคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปก่อหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรับผิดทุกหนี้ที่ก่อไหม และหากจะต้องรับผิดหนี้นั้นด้วยแล้วจะเป็นอย่างไร จะถูกยึดทรัพย์ไปจนหมดตัวหรือเปล่า ในวันนี้ทางเพจของเราจะมาอธิบายให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าหนี้แบบไหนบ้างที่ต้องร่วมจะรับผิด และแบบไหนไม่ต้องร่วมกันรับผิด

📜 หนี้สมรส และสินสมรสเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?
สินสมรสอย่างที่ทุกคนเข้าใจกันดีว่า หากมีทรัพย์สินใด ๆ ได้มาภายหลังสมรสให้ถือว่าเป็นสินสมรสทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นดอกผลที่งอกเงยมาจากทรัพย์สินส่วนตัว หรือเป็นเงินเดือน บำนาญ รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ได้มาระหว่างสมรส ถึงแม้ว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการได้ทรัพย์สินนั้นมาเลย ก็ถือว่าเป็นสินสมรสอยู่เสมอ
เว้นแต่ทรัพย์สินบางอย่างที่มีการระบุการให้อย่างเจาะจง ชัดเจนว่ามอบให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง คือ เป็นการรับมรดก หรือการให้โดยเสน่หา
แต่ในหนี้สมรสนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ มีทั้งแบบหนี้ที่กฎหมายให้ถือว่าเป็นหนี้ร่วมกันระหว่างคู่สมรส และหนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิด คู่สมรสอีกฝ่ายไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

📜 หนี้สมรสแบบไหนที่ต้องร่วมรับผิด และไม่ต้องร่วมรับผิด
• หนี้สมรสที่คู่สมรสต้องร่วมกันรับผิดคือ
1. หนี้ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันก่อ เช่น ไปเช่าซื้อรถร่วมกัน, การร่วมกันกู้ยืมเงินรับเงินด้วยกัน หรือการกู้ซื้อบ้านจำนองด้วยกัน
2. หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือน และจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว เช่น ค่าใช้จ่ายการจัดการจัดหาสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ในบ้านเรือน การซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น
3. หนี้เกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ เช่น การอุปการะเลี้ยง, ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
4. หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน อันว่า “ทำด้วยกัน” นี้ อย่างเช่น การที่คู่สมรสเปิดธุรกิจร่วมกัน อีกฝ่ายเป็นผู้จัดการ บริหารมากกว่า แม้จะไม่รู้เห็นด้วยในการก่อหนี้ที่เกี่ยวกับธุรกิจก็ต้องร่วมรับผิดด้วย
5. หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เช่น การไปลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา การให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม ร่วมกันพูดคุยต่อรองกับเจ้าหนี้
• หนี้ที่คู่สมรสต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
1. หนี้การพนัน หนี้อบายมุขต่างๆ หรือสิ่งผิดกฎหมาย ที่คู่สมรสไม่ได้รู้เห็นด้วย
2. หนี้ที่เกิดจากการทำละเมิด เช่นกันไปขับรถชนคนตาย ไปทำร้ายร่างกายคนอื่น
3. หนี้ที่เกิดจากไปค้ำประกันหนี้ให้บุคคลอื่น ๆ
4. หนี้ที่ไปก่อเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
5. หนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
6. หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนสมรส
หนี้ลักษณะนี้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องรับด้วย และไม่ถือว่าเป็นหนี้ร่วม หากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีขึ้นมา เจ้าหนี้ก็จะฟ้องได้แต่เพียงคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้ก่อหนี้เท่านั้น จะฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ และทั้ง 6 ข้อ นี้ ทางเพจเรามีตัวอย่างคำพิพากษาท้ายบทความให้ทุกคนได้อ่านเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นอีกด้วย

📢 หลักกฎหมาย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1490
หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้
(1) หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
(3) หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน
(4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวแต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน

มาตรา 1488
ถ้าสามีหรือภริยาต้องรับผิดเป็นส่วนตัวเพื่อชำระหนี้ที่ก่อไว้ก่อนหรือระหว่างสมรส ให้ชำระหนี้นั้นด้วยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน เมื่อไม่พอจึงให้ชำระด้วยสินสมรสที่เป็นส่วนของฝ่ายนั้น

มาตรา 1489
ถ้าสามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ให้ชำระหนี้นั้นจากสินสมรสและสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย

📋 คำพิพากษาฎีกา
ฎีกาที่ 1486/2567 (คำอธิบายโดยย่อ)
🛑 จำเลยที่ 2 ในฐานะภริยาของจำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขอเช่าซื้อก่อนทำสัญญาเช่าซื้อ และเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ได้รับทราบเงื่อนไขของสัญญาเช่าซื้อดีแล้วตกลงชำระหนี้และมีหน้าที่ร่วมกันปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญาเช่าซื้อที่มีต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อโดยสิ้นเชิง
🛑 คำเสนอและบันทึกข้อตกลงรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อมีลักษณะเป็นการให้สัตยาบันแก่หนี้ที่จำเลยที่ 1 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายได้ก่อขึ้น หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2567)

ฎีกาที่ 221/2509
เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินเดิมของผู้ร้อง และโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านทั้งผู้ร้องแม้จะอุทธรณ์ แต่ก็มิได้คัดค้านในข้อนี้ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่พิพาทมิใช่ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ
หนี้อันเกิดจากการที่สามีทำละเมิด มิใช่หนี้ร่วมอันภริยาจะต้องรับผิดด้วย เจ้าหนี้ของสามีจึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ที่เป็นสินเดิมของภริยา(อ้างฎีกาที่ 1250/2493 และที่ 1059/2495)

ฎีกาที่ 2515/2531
การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์เพื่อการปฏิบัติงานและเพื่อความเสียหายอันเกิดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรทำงานกับโจทก์โดยที่ผู้ร้องผู้เป็นมารดาของจำเลยที่ 1และเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ไม่คัดค้าน แต่ผู้ร้องมิได้เป็นคู่สัญญาหรือยินยอมด้วย กรณีเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 2ผู้ค้ำประกันโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการอันจำเป็นในครอบครัวหรือเกี่ยวข้องกับสินสมรสหรือเกิดจากการงานที่ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ทำด้วยกัน จึงไม่เป็นหนี้ร่วมตามนัย มาตรา 1490 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ร้องไม่ต้องผูกพันในมูลหนี้เรียกทรัพย์คืนและค้ำประกันที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และมีสิทธิร้องขอกันส่วนในที่พิพาทกึ่งหนึ่งในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ฎีกาที่ 1510/2522
สามีเอาที่ดินสินสมรสไปจำนองธนาคารเอาเงินไปปรนเปรอภริยาน้อยหนี้นี้ไม่เป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1482(1) ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
สามีแพ้คดีที่ภริยาฟ้องหย่าโดยเหตุที่สามีต้องรับผิดฝ่ายเดียว ภริยาไม่มีรายได้ สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามฐานะของภริยา และความสามารถของสามี ตามมาตรา 1506, 1508 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น

ฎีกาที่ 1605/2537
ขณะที่จำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอสินเชื่อจากโจทก์ จำเลยที่ 1กับผู้ร้องได้แยกกันอยู่ และจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโจทก์ไปใช้อุปการะเลี้ยงดูผู้ร้อง หนี้ที่จำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์เป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ฝ่ายเดียว จึงไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนจากเงินที่ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้กึ่งหนึ่งในฐานะคู่สมรส ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้ผู้ร้องแล้ว ตราบใดที่คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย คำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมมีผลผูกพันโจทก์กับผู้ร้องนับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 การที่ศาลชั้นต้นให้แจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นการชอบแล้ว

ฎีกาที่ 2618/2524
ผู้ร้องกับจำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อ พ.ศ.2520 แต่อยู่กินกันมาประมาณ 30 ปีแล้ว จำเลยกับผู้ร้องร่วมกันสร้างบ้านพิพาทก่อนจดทะเบียนสมรส จึงมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง และถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องครึ่งหนึ่ง หนี้ตามฟ้องจำเลยก่อให้เกิดขึ้นก่อนสมรส จึงมิใช่เป็นหนี้ร่วมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1490(4) ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด บ้านพิพาทได้

﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #หนี้สมรส #หนี้ร่วม #สินสมรส #กฎหมายครอบครัว #หนี้ไม่ใช่สินสมรส #บทความกฎหมาย #ความรู้กฎหมาย

ที่อยู่

Chiang Mai
Chiang Mai

เบอร์โทรศัพท์

+66632464929

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Happy Lawyer นักรักกฎหมายผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Happy Lawyer นักรักกฎหมาย:

แชร์